กาฬสินธุ์-สู้พิษเศรษฐกิจชาวนาอัดฟางข้าวตุนเสบียงสัตว์เลี้ยง พร้อมรวมสต๊อกส่งโรงไฟฟ้าชีวมวลหนุนรัฐส่งเสริมพลังงานสะอาดลดจ่ายสร้างรายได้

ชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เร่งอัดฟางก้อนจากข้าวนาปรังไว้จำหน่าย ทั้งกักตุนเป็นอาหารสัตว์ ตกแต่งสถานที่ตามร้านอาหาร เป็นจุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลายพร้อมกักเก็บและรวบรวมส่งเข้าโรงงานไฟฟ้าชีวมวล หนุนรัฐส่งเสริมพลังงานสะอาด เชื่อมั่นลดรายจ่ายสร้างรายได้ในช่วงวิกฤต

วันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ เขตพื้นที่ใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว ในโซนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง ต.นาเชือก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด, ต.ลำคลอง ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำ พบว่าหลังจากที่ชาวนาว่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าวและนำข้าวเปลือกไปขายแล้ว ยังได้จ้างรถอัดฟางก้อน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทดแทนการปล่อยทิ้งหรือใช้ไฟเผาทำลายเหมือนหลายปีที่ผ่านมา

นายหนู ญาณประเสริฐ อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านบึงวิชัย หมู่ 6 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็จะเหลือตอซังและฟางข้าวละเอียด สัตว์เลี้ยงไม่ค่อยชอบกิน และย่อยสลายยาก จึงเหลือตกค้างในแปลงนา เวลาจ้างรถไถก็จะไถยาก เพราะฟางข้าวที่หนาแน่นจะปกคลุมผิวดิน หลายปีที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาโดยเผาทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเกิดมลภาวะ ต่อมาทางรัฐบาลมีกฎหมายออกมา “ห้ามทำการเผา” เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ตนและชาวนาทั่วไปจึงหันมาจ้างรถอัดฟางก้อนแทน เพื่อกักตุนเป็นอาหารสัตว์

นายหนู กล่าวอีกว่า อุปกรณ์ในการอัดฟางก้อน ทีแรกเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่น ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน ได้รับความนิยมขึ้นตามลำดับ และฟางก้อนก็มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่สไตล์ลูกทุ่ง ตามร้านอาหาร จุดเช็คอินแหล่งท่องเที่ยว บูธจัดงาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ ทดแทนการเผาทำลาย เกิดมลพิษดังกล่าว

สำหรับตนเริ่มจากอัดฟางก้อนให้ตัวเองและในหมู่ญาติพี่น้อง ต่อมาฟางอัดก้อนได้รับความนิยมมากขึ้น มีการต่อยอดประโยชน์การใช้สอย ก็รับจ้างอัดฟางก้อนให้เพื่อนชาวนาทั่วไป รวมทั้งอัดขายให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ หลายปีก่อนคิดราคาก้อนละ 10 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 12-15 บาท ปัจจุบันหลังน้ำมันขึ้นราคาเพิ่มเป็นก้อนละ 18 บาท

“กรณีวิกฤติพลังงานเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบถึงทุกวันนี้ที่ราคาค่าสินค้าต่างๆเพิ่มราคาสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับลดลง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดตามลำดับก็ตาม รวมทั้งค่าไฟในครัวเรือนที่สูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา มีผลจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด มีการใช้พัดลม แอร์ และพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น จึงเกิดความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหลายครัวเรือน ที่รายได้น้อย แทบไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าไฟ เพราะต้องอดออมไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ”

นายหนู กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะวิกฤติพลังงานอย่างนี้ เรายังมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเป็นห่วง เอาใจใส่ต่อปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาพลังงาน ที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ยิ่งมีนโยบายส่งเสริมประหยัดเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงสนับสนุนโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นและจากภาคเกษตรกรรม อย่าง ขยะ พลาสติก ฟางข้าว แกลบ ซังข้าวโพด ใบอ้อย ซึ่งต้นทุนต่ำเป็นวัตถุดิบ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและให้พลังงานที่สูง ตนจึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและฝ่าวิกฤติพลังงาน โดยไฟฟ้าชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง และชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง

“ทั้งนี้ จากนโยบายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าชีวมวลของรัฐบาลที่มีอยู่เดิม โดยมีฟางข้าวเป็นหนึ่งในวัตถุดิบส่งเข้าโรงงานดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความเป็นไปได้สูง มีทิศทางที่จะดำเนินการไปได้อย่างยั่งยืน เพราะมีวัสดุในท้องถิ่นและจากภาคการเกษตรเป็นจำนวนมาก เมื่อรัฐมีกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้ามาเสริมพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ค่าไฟฟ้าทั่วไปก็ย่อมจะถูกลง ตนรู้สึกตื่นตัวมากในเรื่องนี้มาก ซึ่งจะได้บอกกล่าวกับเพื่อนชาวนา เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำการอัดฟางก้อนเก็บไว้ ที่นอกจากจะกักตุนให้สัตว์เลี้ยงกินในฤดูแล้งแล้ว ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่อยู่ใกล้บ้าน เป็นการสร้างรายได้เข้าครัวเรือน และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าราคาถูกอีกด้วย เหมือนได้กำไรถึง 2 ต่อทีเดียว”
