เชียงใหม่-ผบช. ภ.5 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญและทิ้งศพไว้ในห้องน้ำ หลบหนีกบดานในรัฐฉาน

เชียงใหม่-ผบช. ภ.5 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญและทิ้งศพไว้ในห้องน้ำ หลบหนีกบดานในรัฐฉาน
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช. ภ.5 และ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมสอบสวนและแถลงข่าว การจับกุมนายจายสู้ ชาวไทยใหญ่ก่อเหตุฆ่าสาวใหญ่ ไทยใหญ่ แล้วหลบหนีกบดานในรัฐฉาน ประเทศ
เมียนมา

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 โดยการอำนวยการและสั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจาก พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ดำเนินการตรวจสอบคดีสะเทือนขวัญและน่าสนใจ เหตุฆ่าคนตายและทิ้งศพไว้ในห้องน้ำ ในพื้นที่ ต.สันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่ ในพื้นที่ สภ.แม่ปิง จว.เชียงใหม่

ด้วยเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 เวลาประมาณ 18.24 น. ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ สภ.แม่ปิง ว่าได้รับแจ้ง เหตุทางโทรศัพท์ สงสัยว่าจะมีผู้เสียชีวิตในห้องพักไม่มีชื่อ ห้องหมายเลข 8 หมู่ 4 บ้านร้องอ้อ ต.สันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ จึงได้แจ้งสายตรวจเขต ร้อยเวรสายตรวจ พนักงานสอบสวนเวร และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเวร เพื่อทำการตรวจสอบเหตุ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุพบศพหญิงไม่ทราบชื่อ นอน เสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำของห้องดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบผู้เช่าห้องพักคือ Mr.Sai Su หรือ จายสู้ ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 46 ปี หมายเลขบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่อยู่ ต.
หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พนักงานสอบสวนจึงได้ประสาน แพทย์เวรนิติเวช พิสูจน์หลักฐานเข้าร่วมตรวจที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุต่อไป

จากการสอบถามพยานโดยรอบสถานที่เกิดเหตุ ได้ให้การว่าในวันที่ 16 พ.ค. 69 ช่วงเวลากลางคืน จำเวลาไม่ได้ เห็นนายจายสู้ ขับรถจักรยานยนต์ เข้ามาพร้อมกับมีผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายมาจอดที่หน้าห้องหมายเลข 8 และพากันเดินเข้าห้องไป จนกระทั่งเช้าวันถัดไป เวลาประมาณ 08.30 น. ขณะที่พยานจะออกไปทำงานก็ไม่พบรถจักรยานยนต์ของนายจายสู้ แล้ว

เจ้าหน้าที่สืบสวน สภ.แม่ปิง จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติการณ์ในการก่อเหตุ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกี่ยวข้อง จนได้ทราบข้อมูลจากนายเคอ (ลูกชายผู้เสียชีวิต) ว่าชื่อ นางคำอิ่ง ไม่มีนามสกุล โดยนายเคอฯ ทราบเรื่องว่ามีหญิงเสียชีวิตไม่ทราบชื่ออยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอก ประกอบกับมารดาของตนได้หายออกไป จากบ้านตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2569 จึงได้ติดตามเพื่อไปตรวจสอบศพ ซึ่งพบว่าศพผู้เสียชีวิตนั้นสวมใส่เสื้อตัวเดียวกันกับที่มารดาของตนใส่ อีกทั้งทรงผม และแหวนก็เป็นของมารดาของตน

จากการลงพื้นที่สืบสวน ณ จุดเกิดเหตุ ได้สอบถามและหาข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิด ตรวจสอบกล้องวงจรปิด
บริเวณพื้นที่โดยรอบและตรวจสอบพฤติการณ์ที่นางคำอิ่ง เสียชีวิตนั้น จึงมุ่งประเด็นไปที่นายจายสู้ ว่าเป็นผู้ลงมือ
ฆ่านางคำอิ่ง เนื่องจากการตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นๆ เช่นพยานบุคคล ข้อมูลกล้อง CCTV ที่เกี่ยวข้องแล้ว
ไม่พบบุคคลที่สามหรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น นอกจากนายจายสู้ ซึ่งน่าเชื่อว่าได้หลบหนีไปยังประเทศเมียนมาร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขออนุมัติศาลจังหวัดเชียงใหม่ ออกหมายจับนายจายสู้ ไม่มีนามสกุล หรือ Mr.Sai Su
สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 46 ปี หมายเลขบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย 00 5060 101958 0 ตามหมายจับ
ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1209/2569 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” เพื่อ
ติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานการปฏิบัติและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับแหล่งข่าว รวมทั้งหน่วยงาน
ด้านความมั่นคงของฝ่ายสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างใกล้ชิด จนสามารถสืบทราบที่หลบซ่อนตัวของ
นายจายสู้ ผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีการจับกุมในพื้นที่ประเทศเมียนมา
จากการประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนายจายสู้
และได้นำตัวกลับเข้ามายังราชอาณาจักรไทย ผ่านพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรเกาะช้าง จังหวัดเชียงราย
ก่อนดำเนินการส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด
สำหรับสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ นายจายสู้ได้ให้การว่า ในวันเกิดเหตุผู้ตายได้ดื่มสุราจนอยู่ในอาการมึนเมา จากนั้นได้มีพฤติกรรมใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา รวมทั้งมีการกล่าวถ้อยคำในลักษณะเยาะเย้ย ดูหมิ่น และล้อเลียนเกี่ยวกับเพศสภาพของผู้ต้องหา อันเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาเกิดความโกรธและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จนนำไปสู่การก่อเหตุดังกล่าว
การจับกุมตัวผู้ต้องหารายดังกล่าว นับเป็นผลสำเร็จจาก
การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศ อันเป็นการแสดงถึงประสิทธิภาพในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าผู้กระทำความผิดจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายต่อไป
