18/03/2026

“มิสเตอร์ เอทานอล-อลงกรณ์” เสนอรัฐบาล ปลดล็อควิกฤติพลังงาน ปลดแอกประเทศไทย เร่งเครื่องเมกกะโปรเจคพลังงานใหม่

2W_FGTR245YTY
“มิสเตอร์ เอทานอล-อลงกรณ์” เสนอรัฐบาล ปลดล็อควิกฤติพลังงาน ปลดแอกประเทศไทย เร่งเครื่องเมกกะโปรเจคพลังงานใหม่
นายอลงกรณ์ พลบุตร
เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล”
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยโพสต์เฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“
ปลดล็อควิกฤติพลังงาน :
ปลดแอกประเทศไทย“
โดยเสนอรัฐบาลเร่งเดินหน้าเมกกะโปรเจคพลังงานใหม่ซึ่งมี
เนื้อหาและข้อเสนอที่น่าสนใจภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมัน-แก๊สถีบตัวสูงขึ้นและเริ่มขาดแคลนน้ำมันดีเซลจากผลกระทบของสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านโดยมีเนื้อหาดังนี้
“ปลดล็อควิกฤติพลังงาน : ปลดแอกประเทศไทย”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล”
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
“…เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด…“..มิสเตอร์ เอทานอล-อลงกรณ์
    ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของพลังงานที่เรานำเข้าถึง 1 ใน 3 ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรงกว่าวิกฤติพลังงานในทุกครั้งที่ผ่านมา แต่มาตรการแก้ไขก็ไม่ต่างไปจากเดิมแล้วแต่ดีกรีความหนักเบาของปัญหา เราติดกับวิกฤตพลังงานครั้งแล้วครั้งเล่าวนเวียนอยู่แบบเดิมๆทั้งที่มีทางออกจากวิกฤตแบบยั่งยืนแต่ไม่ทำ
  26 ปีที่แล้วผมบอกว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด หมายถึง เราปลูกพืชพลังงานแปรรูปเป็นน้ำมันได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของ“เอทานอล”หรือแอลกอฮอล์ที่แปรรูปมาจากอ้อยและมันสำปะหลังจนทุก วันนี้มีน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์จำหน่ายทุกปั้มรถทุกยี่ห้อยอมรับเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับไบโอดีเซลที่แปรรูปมาจากน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันเทคโนโลยี่และอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นสามารถต่อยอดน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงยิ่งขึ้นรวมทั้งไบโอแก๊ส ไบโอมีเทน ไบโอแมสและไฮโดรเจน นี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในวิกฤตครั้งนี้
     “ผมคิดว่าแนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นวิกฤติพลังงานและปลดแอกการพึ่งพาน้ำมันและแก๊ซจากภายนอกประเทศคือการยืนบนศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเดินหน้าเมกกะโปรเจคพลังงานชีวภาพ(Bioenergy)อย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและแก๊สแต่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเศรษฐกิจแห่งอนาคต
    ผมพูดเสมอว่าเมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งแก๊สทุกจังหวัด เราเป็นประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานชีวภาพ(Bioenergy)ที่แข็งแกร่ง แต่ยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เราต้องปลดล็อกขีดจำกัดเหล่านี้ทันที
1. เปลี่ยนพืชเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuels)
   •เอทานอล (Ethanol)
ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง กำลังการผลิตรวม 6.92 – 7.02 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีวัตถุดิบหลักคือ กากน้ำตาล จากอ้อย (59.5%) และ มันสำปะหลัง (35.5%) ทว่าปัจจุบันมีการใช้จริงเพียง 3.43 ล้านลิตรต่อวัน หรือมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าร้อยละ 50
  รัฐบาลควรประกาศเป็นการถาวรให้ใช้ น้ำมันE20 E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานในช่วงแรกและE100ภายใน3ปีพร้อมส่งเสริมการลงทุนขยายและสร้างโรงงานเอทานอลให้ได้วันละ20ล้านลิตรเท่ากับ2ใน3ของปริมาณความต้องการใช้เบนซินในปัจจุบันพร้อมกับขยายพื้นที่และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อเป้าหมายใหม่
และควรเริ่มนโยบายSet aSide Land Policy แยกพื้นการปลูกพืชพลังงานกีบพืชอาหารด้วยโมเดลฟาร์มขนาดใหญ่(Big Farm)
   •ไบโอดีเซล (Biodiesel)
เรามีโรงงานผลิตไบโอดีเซล  15 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 11.7 – 11.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีการผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 4.6 – 5.1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เพียงประมาณ 34 – 39% เท่านั้น
   รัฐบาลควรประกาศใช้ B7 และB10 เป็นน้ำมันหลักในภาคขนส่งทางบกและเพิ่มการผลิตเป็น14ล้านลิตรภายใน3ปีเท่ากับ20%ของการใช้ดีเซลในแต่ละวันรวมทั้งการใช้B100สำหรับฟาร์มแมชชีนและรถโดยสารตลอดจนรถบรรทุกตั้งแต่ขนาด1ตันจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่
2.อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Industry)
•โรงกลั่นชีวภาพ(Bio-refinery)คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจาก “น้ำมันพืชและไบโอดีเซล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-added)
การแปรรูปปาล์มน้ำมันและของเสียจากโรงงาน เช่น ทะลายเปล่าและน้ำเสียให้เป็นพลังงานและเคมีภัณฑ์ได้แก่
•Oleochemicals การผลิตสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมทำความสะอาดและเครื่องสำอาง เช่น Fatty Alcohol, Glycerin (บริสุทธิ์), และ Fatty Acid
•Bio-Jet Fuel (SAF) การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันเพื่อลดคาร์บอนในภาคการบินรัฐบาลควรเร่งขยายโครงการ Alcohol-to-Jet (ATJ) เพื่อผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) โดยเริ่มบังคับใช้ร้อยละ 1 ในปี 2569 และขยายสู่ร้อยละ 8 ภายในปี 2579 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน
•เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Chemical)
ผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและเริ่มผลิตแล้ว เช่น
•พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เรามีการผลิตพลาสติกจากอ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็มีการวิจัยนำน้ำมันปาล์มมาทำโพลิเมอร์ชีวภาพบางชนิด
•สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) ใช้ในผงซักฟอก แชมพู และสบู่
•น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants)สำหรับเครื่องจักร จาระบี และน้ำมันไฮดรอลิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
•Green Chemical
สกัดสารคุณค่าสูงจากน้ำมันปาล์มดิบเช่นวิตามิน และสารชีวภัณฑ์ (Vitamin E & Phytosterols ) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม
   รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเป็นเมกกะโปรเจคต่อยอดไบโอโพลิส
(Biopolis)ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)และควรขยายBiopolisไปภาคใต้ ภาคเหนิอ ภาคอีสานฯลฯ
3.พลังงานBiogas-Biomassทุกจังหวัด
    ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้าง “ความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน” เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายสายส่งกลาง
• ชีวมวล (Biomass)
ประเทศไทยมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล โดยเฉพาะ ฟางข้าว 20ล้านตันต่อปีและ แกลบ5 ล้านตันต่อปีรวมถึงใบและยอดอ้อยที่มีศักยภาพเชิงความร้อนสูงถึง 3,870 กิโลแคลอรีต่ กิโลกรัม
   ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลสะสมแล้ว 3,380 เมกะวัตต์ (MW) และต้องเร่งขยายเพื่อลดภาระการใช้ก๊าซ LNG นำเข้า
•ก๊าซชีวภาพ (Biogas)และไฮโดรเจน
เรามีศักยภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและมูลสัตว์ โดย
      รัฐบาลควรส่งเสริมโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน” เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานและลดต้นทุนเกษตรกรทกจังหวัด
   นอกจากนี้ควรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และการปรับปรุงคุณภาพเพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด (CBG :Compressed Biomethane Gas) เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579
   ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไบโอมีเทนได้มากถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้กว่า 450,000 ตันต่อปี
ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนที่ผลิตจากน้ำในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศ
บทสรุป: “เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคง”
    วิกฤตพลังงานจากสงครามในปี พ.ศ. 2569 คือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานชีวภาพ(Bio Industry ) เพื่อให้เงินทุกบาทที่เคยจ่ายค่าน้ำมันค่าแก๊สจากต่างประเทศ กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทยระบบเศรษฐกิจไทยและสร้าง “พลังงานที่ไม่มีวันขาดแคลน” เพื่อเกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคงอย่างแท้จริง.

ข่าวที่น่าติดตาม