ตม.1 “ขุดราก ถอนโคน” อาชญากรรมข้ามชาติ ต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย

ตม.1 “ขุดราก ถอนโคน” อาชญากรรมข้ามชาติ ต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย
สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งด่วนทุกพื้นที่ “เอกซเรย์ ระดม กวาดล้าง ”ขุดราก ถอนโคน” อาชญากรรมข้ามชาติ ต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย โดยได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อกรณีบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อมิให้บุคคลต่างด้าวเหล่านี้เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการกระทำผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. จึงได้สั่งการให้ปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และอาชญากรรมข้ามชาติ

สืบ ตม.1 สนองนโยบายทันที! วันนี้ (14 พ.ค.69) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ, พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.พรชัย สุขเจริญ รอง ผกก.ฯ, ว่าที่ พ.ต.ท.เจตน์ ยุทธโยธิน, ว่าที่ พ.ต.ต.ฆฤณ ลักษณสมพงศ์ สว.ฯ ร่วมกันสืบสวนจับกุม
สืบ ตม.1 ไล่ล่าคว้าตัววัยรุ่นจีนวัย 33 ปี บุคคลตามหมายจับต่างประเทศคดีฉ้อโกง คาดว่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ได้ที่ย่านทองหล่อ
ก่อนเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการที่ 1 กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้รับแจ้งเบาะแสจากกองการต่างประเทศ ตร. ซึ่งได้รับการประสานผ่านสถานทูตจีน ว่านายแจ๊คกี้ (นามสมมติ) ชาวจีนซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับคดีฉ้อโกงมูลค่าหลายล้านบาท โดยเขาเคยเปิดบริษัทเพื่อระดมทุนทำธุรกิจเทคโนโลยี แต่ต่อมาธุรกิจขาดทุน ผลการดำเนินการไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ จึงหนีหนี้เข้ามากบดานอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 2 ปี เปลี่ยนทรงผม เปลี่ยนการแต่งตัว และเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ตามโรงแรมและคอนโดเช่ารายเดือนทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ เพื่อให้ยากต่อการสืบสวนติดตามตัว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.1 จับทางได้จาการสืบสวนติดตามตัวอย่างต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ พบเบาะแสว่านายแจ๊คกี้ฯ ได้พักอาศัยอยู่บริเวณคอนโดหรู ย่านทองหล่อ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่ไม่เดินทางออกไปที่ไหนเลย โดยจะให้แฟนสาวคอยซื้อข้าวซื้ออาหารและสิ่งของที่จำเป็นต่าง ๆ เข้ามาให้ในที่พัก จึงได้ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และจัดกำลังเฝ้าติดตามพฤติกรรม จนกระทั่งวันนี้พบตัวนายแจ๊คกี้ฯ ซึ่งจะออกจากที่พักไปเปลี่ยนทรงผมใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดสืบ ตม.1 จึงเข้าทำการควบคุมตัว พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองการต่างประเทศ ตร. ร่วมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ภายหลังการจับกุม นายแจ๊คกี้ฯ ได้รับว่าตนได้เปิดบริษัทเพื่อระดมทุนทำธุรกิจเทคโนโลยีร่วมกับเพื่อนในประเทศจีน แต่ต่อมาธุรกิจประสบภาวะขาดทุน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท จึงไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนแก่ผู้เสียหายได้ ประกอบกับได้นำไปใช้ในทางส่วนตัวด้วย จึงได้หลบหนีไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนและวนมากบดานอยู่ในประเทศไทย โดยตนได้ทำการเปลี่ยนลุคไปเรื่อย ๆ ทั้งการแต่งตัวและทรงผม ตลอดจนเปลี่ยนที่อยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ยากต่อการติดตามจับกุม และคาดไม่ถึงว่าเจ้าหน้าที่ของไทยจะค้นหาจนเจอ ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าได้ทำผิดและพร้อมกลับไปเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ประเทศจีนต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้มีบูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่กองทะเบียนกลาง กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ พื้นที่ 4 ลงพื้นที่เอกเรย์แหล่งรวมตัวของคนต่างด้าว รวมถึงสถานที่ที่อาจมีคนต่างด้าวลักลอบทำงาน โดยร่วมกันตรวจสอบสถานบริการ ซึ่งเป็นร้านอาหาร ลักษณะนั่งดริ๊งและบาร์โฮส พื้นที่ สน.วังทองหลาง และ สน.โชคชัย จำนวน 3 ร้าน พบว่ามีคนต่างด้าวลักลอบทำงาน จึงทำการตรวจสอบ พบคนต่างด้าว ทั้งหมด 21 ราย จากการตรวจสอบพบการกระทำความผิด จำนวน 6 ราย แบ่งเป็นสัญชาติลาว 2 ราย และสัญชาติพม่า 4 ราย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำตัวส่ง พงส.สน.วังทองหลาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 ได้เน้นย้ำว่า บุคคลต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะมีการดำเนินการคัดกรองและตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีลักษณะเป็นภัยต่อสังคม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน ตามวิสัยทัศน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ดังนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
