ปราจีนบุรี – “ปราจีนเข้มแข็ง” รวมตัวคัดค้านขยายพื้นที่ EEC กลุ่มประชาชนยืนยันเคลื่อนไหวโดยสงบ เรียกร้องรัฐเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น พร้อมปักหลักติดตามสถานการณ์ ทวงคำตอบจากรัฐบาล

ปราจีนบุรี – “ปราจีนเข้มแข็ง” รวมตัวคัดค้านขยายพื้นที่ EEC กลุ่มประชาชนยืนยันเคลื่อนไหวโดยสงบ เรียกร้องรัฐเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น พร้อมปักหลักติดตามสถานการณ์ ทวงคำตอบจากรัฐบาล
สถานการณ์ล่าสุดวันนี้ (17 ส.ค.) บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่ได้นำแม่กุญแจมาล็อกประตูทางเข้าฝั่งธนาคารกรุงไทย พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนมากกว่า 10 นาย ยืนประจำบริเวณด้านหลังประตู เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันไม่ให้กลุ่มประชาชนเครือข่าย “ปราจีนเข้มแข็ง” เดินทางเข้าไปภายในศาลากลางจังหวัด การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการนัดหมายของกลุ่มเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งเดินทางมารวมตัวเพื่อยื่นข้อเรียกร้องและแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เข้ามายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่า การเคลื่อนไหวเป็นไปโดยสงบและต้องการให้ภาครัฐรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
นายเฉลิมชัย กล้าหาญ ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์ ของเครือข่าย ด้านหน้าศาลากลางจังหวัด หลังจาที่ถูกห้ามเข้า โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนได้ยื่นข้อคัดค้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลและเหตุผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อกังวลของประชาชนยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างมีความหมาย จึงเดินทางมาติดตามผลการเจรจากับรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้ให้คำมั่นว่าจะนำข้อเรียกร้องของเครือข่ายไปหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพอ. เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เวลาผ่านมากว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจากรัฐบาล เครือข่ายฯ จึงออกมาติดตามคำมั่นและทวงถามความรับผิดชอบต่อข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากการเจรจากับประชาชน
ทั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมประชาชนจำนวน 11,207 รายชื่อ ที่ยื่นต่อรัฐบาลแล้ว ยืนยันเหตุผลสำคัญ 6 ประการที่ไม่เห็นด้วยกับการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC เหตุผลแรก เครือข่ายฯ มองว่าปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีผืนป่าที่สำคัญ โดยมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ได้ เหตุผลที่สอง ปัญหาภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเครือข่ายฯ ระบุว่า หลังคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าสามารถเข้ามาตั้งในพื้นที่ได้มากขึ้น ทำให้เกิดโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมาก ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ และภายหลัง พ.ร.บ. EEC พ.ศ. 2561 ปราจีนบุรีถูกมองว่าเป็น “หลังบ้าน EEC” รองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก ขณะที่ปัญหาผลกระทบและการเยียวยาประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม เหตุผลที่สาม คือความกังวลต่อการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่ EEC ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่าใช้ระยะเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับขนาดของนโยบาย และอาจไม่ครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งจังหวัด
เหตุผลที่สี่ เครือข่ายฯ เห็นว่ากฎหมาย EEC ให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่อาจไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร และเกรงว่าผลประโยชน์จากการพัฒนาอาจไม่ตกถึงประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง เหตุผลที่ห้า การขยาย EEC อาจนำไปสู่การกว้านซื้อที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งผลให้คนท้องถิ่นมีความเสี่ยงสูญเสียที่ดินทำกิน รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตและโครงสร้างชุมชนดั้งเดิม ส่วน เหตุผลที่หก คือความกังวลเรื่องความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายฯ ระบุว่าอาจนำไปสู่การพัฒนาโครงการแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ โดยเกรงว่าจะกระทบต่อป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าของพื้นที่มรดกโลก
จากเหตุผลดังกล่าว เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ กพอ. ยุติกระบวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC และทบทวนมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 พร้อมขอให้รัฐบาลมีคำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเรียกร้องของประชาชน เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาที่ใช้ประกอบการตัดสินใจต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด นอกจากนี้ เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่แล้ว ทั้งมลพิษ กากอุตสาหกรรม การประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย ตลอดจนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะเดินหน้าการขยายตัวทางอุตสาหกรรมรอบใหม่
ล่าสุด นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยนายอำนาจ วิลาวรรณ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 ได้ลงพื้นที่เข้าพบและเจรจากับแกนนำ เพื่อหารือแนวทางคลี่คลายสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่เป็นผล โดยแกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็งยืนยันจุดยืนว่า ยังไม่ขอเจรจาหรือยุติการชุมนุม จนกว่าจะได้รับเอกสารยืนยันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะไม่มีการขยายพื้นที่ EEC เข้ามาในจังหวัดปราจีนบุรี แกนนำระบุว่า ต้องการเห็นหนังสือหรือเอกสารอย่างเป็นทางการที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนถึงแนวทางของรัฐบาล หากยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว จะยังคงปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป
ทั้งนี้ แกนนำย้ำว่า การชุมนุมจะดำเนินต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นคำตอบที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อประเด็นการขยายพื้นที่ EEC เข้ามาในจังหวัดปราจีนบุรี สถานการณ์บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ยังคงมีประชาชนและกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการจับตาว่ารัฐบาลจะมีหนังสือหรือท่าทีอย่างเป็นทางการออกมาเพื่อคลี่คลายข้อเรียกร้องของกลุ่มปราจีนเข้มแข็งหรือไม่/////////
ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี
