สุพิศ&เถ้าแก่หลี มวยคู่เดือด ใครจะแพ้น็อคคาเวที…?

สุพิศ&เถ้าแก่หลี มวยคู่เดือด ใครจะแพ้น็อคคาเวที…?
…….
ถ้าเปรียบเป็นมวยระหว่าง “สุพิศ พิทักษ์ธรรม”นายกฯอบจ.สงขลา ในฐานะฝ่ายบริหาร ที่มีโครงการมากมาย ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ งบประมาณมาก รวมถึงการบริหารงบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา ที่ทำให้ภาคประชาชน นำโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) หัวเรือใหญ่ สงสัยและตรวจสอบอย่างเข้มข้น เปิดข้อมูลที่ส่อว่าจะทุจริตอย่างต่อเนื่อง เปิดประเด็นใหม่เรื่อยๆ จากการกู้เงิน 2000 ล้าน ถึงข้อสงสัยการเช่าเครื่องจักรกล ซื้อเรือแพงซื้อกล่องยาแพง เป็นต้น ส่วนสุพิศก็ยืนแลกหมัดไม่หวั่นไหว สวนกลับด้วยหมัดซ้ายขวา ตามด้วยเข่าศอกการแจ้งข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ
มวยคู่นี้ “สุพิศ&เถ้าแก่หนี” ยังต้องยืนแลกหมัดกันอีกสองปีครึ่ง ถ้าอยู่แลกหมัดกันครบยก ใครจะมีคะแนนนำ ถ้าแพ้น็อค ใครจะแพ้ แพ้ด้วยอะไร
ถ้าเปรียบเป็น “ไฟต์มวย” ก็สามารถวิเคราะห์ได้ในเชิงการเมือง แต่ไม่มีใครสามารถฟันธงผลล่วงหน้าได้ เพราะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในภาพรวมตอนนี้ เกมของทั้งสองฝ่ายมีลักษณะต่างกัน
สุพิศ พิทักษ์ธรรม เป็นฝ่ายบริหาร จุดแข็งคือมีอำนาจขับเคลื่อนนโยบาย มีผลงานเป็นรูปธรรมให้ประชาชนเห็น หากโครงการต่าง ๆ เดินหน้าได้จริง โปร่งใส และประชาชนได้รับประโยชน์ คะแนนทางการเมืองก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น แต่จุดอ่อนคือยิ่งมีโครงการและงบประมาณมาก ก็ยิ่งถูกตรวจสอบมาก หากมีข้อบกพร่องด้านกฎหมายหรือการบริหาร ก็อาจกลายเป็นประเด็นได้
เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ ในบทบาทภาคประชาชนและผู้ตรวจสอบ จุดแข็งคือการเปิดข้อมูลและตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ หากข้อมูลที่นำเสนอมีหลักฐานชัดเจนและนำไปสู่การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายบริหารได้ แต่หากข้อกล่าวหาไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือประชาชนมองว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบ ก็อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรวจสอบเช่นกัน
ส่วนการที่ฝ่ายบริหารแจ้งความข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ ก็เป็นอีก “เวที” หนึ่ง คือเวทีกฎหมาย ซึ่งผลจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่คะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
หากจะมองเป็น “การตัดสินคะแนน”
-ถ้าฝ่ายบริหารเดินหน้าโครงการได้ต่อเนื่อง ไม่มีคดีหรือผลตรวจสอบที่ชี้ความผิดอย่างมีนัยสำคัญ มีโอกาสเป็นฝ่ายคะแนนนำเมื่อครบยก
-ถ้าฝ่ายตรวจสอบสามารถนำเสนอหลักฐานที่นำไปสู่การชี้มูลหรือพิพากษาว่ามีการกระทำผิดในประเด็นสำคัญ ก็อาจพลิกเกมได้
ส่วน “แพ้น็อก” ในเชิงการเมือง อาจเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น
-ฝ่ายบริหารแพ้น็อก หากมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่ชี้ว่ามีการทุจริตหรือกระทำผิดกฎหมายในประเด็นสำคัญ จนกระทบต่อการดำรงตำแหน่งหรือความเชื่อมั่นของประชาชน
-ฝ่ายตรวจสอบแพ้น็อก หากข้อกล่าวหาสำคัญทั้งหมดไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือมีคำพิพากษาว่าการกล่าวหาบางเรื่องเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จนทำให้ความน่าเชื่อถือเสียหายอย่างมาก
ดังนั้น ณ เวลานี้ หากมองเหมือนมวย ยังเป็นไฟต์ที่อยู่ในช่วงกลางเกม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกได้ว่าฝ่ายใด “คะแนนนำ” อย่างชัดเจน เพราะผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับทั้งผลงานของฝ่ายบริหาร ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ และคำตัดสินของหน่วยงานหรือศาลในประเด็นต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ มากกว่าการคาดการณ์ล่วงหน้า
แม้ในทางกฎหมายยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าใครถูกใครผิดรอองค์กรตรวจสอบ และศาลตัดสิน แต่ในเชิงมวลชน ภาคประชาชนมีแรงเชียร์ เสียงปรบมือรอบเวที แต่เป็นมวยไฟส์เตอร์ทั้งคู่
#นายหัวไทร
#สุพิศ_เถ้าแก่หลี
#อบจสงขลา
