ค่าการกลั่นน้ำมันตกลิตรละ 2-2.5 บาท/ลิตร ไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมัน

ค่าการกลั่นน้ำมันตกลิตรละ 2-2.5 บาท/ลิตร ไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมัน
——-
รัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม รวมถึง
เอกนัฐ พร้อมพันธ์ รมว.พลังงาน ตามหาค่าการกลั่นน้ำมันมา 3 เดือนกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าได้คำตอบมาแล้วหรือยัง แต่ช่วงราคาน้ำมันผันผวน โรงกลั่นได้รับค่าการกลั่นขึ้นไปแล้ว บางช่วงขึ้นไปถึง 5-6 บาท/ลิตร ส่งผลให้โรงกลั่นบางแห่งแค่ไตรมาสแรกก็ฟันกำไรไปเป็นหมื่นล้านแล้ว
ขออธิบายค่าการกลั่นน้ำมันให้ได้เข้าใจร่วมกัน เพื่อเป็นข้อมูลว่า เราผู้ใช้น้ำมันถูกกดขี่ขูดรีดเอากำไรส่วนเกินไปแล้วกี่มากน้อย และให้รัฐบาลได้ตาแจ้ง
“ค่าการกลั่นน้ำมัน” โดยปกติอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนหรืออุปทานตึงตัว อาจขึ้นไป 5 ถึง 6 บาทต่อลิตร หรือมากกว่านั้นตามภาวะตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า ค่าการกลั่นไม่ใช่ต้นทุนการกลั่นโดยตรง และไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็น “ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบ” (Gross Refining Margin: GRM) ซึ่งยังต้องหักค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการ เช่น
-ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ
-ค่าขนส่งและประกันภัย
-ค่าเดินเครื่องโรงกลั่น
-ค่าซ่อมบำรุง
-ค่าเสื่อมราคา
-ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และต้นทุนอื่น ๆ
หากถามว่า “ต้นทุนในการกลั่นจริง ๆ ต่อหนึ่งลิตรเท่าไร” (Operating Cost) นักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่าอยู่ราว 0.5 ถึง 1.5 บาทต่อลิตร แตกต่างกันไปตามประสิทธิภาพและขนาดของแต่ละโรงกลั่น ส่วนตัวเลข 5 ถึง 6 บาทที่เป็นข่าวนั้น เป็นค่าการกลั่นตามกลไกตลาด ไม่ใช่ต้นทุนการดำเนินงานของโรงกลั่นทั้งหมด
คำตอบสั้น ๆ คือ ต้นทุนการกลั่นจริง ๆ ไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมันดิบมากนัก แต่ “ค่าการกลั่น (GRM)” ผันผวนตามภาวะตลาด จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
พอจะอธิบายได้ว่า…?
1. ต้นทุนการกลั่นจริง (Operating Cost)ได้แก่ ค่าไฟฟ้า เชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงกลั่น สารเคมี ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง และค่าเสื่อมราคา เป็นต้น ต้นทุนเหล่านี้อาจเพิ่มหรือลดได้บ้างจากค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง หรือเงินเฟ้อ แต่โดยทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไม่มาก มักอยู่ในระดับประมาณ 0.5 ถึง 1.5 บาทต่อลิตร
2. ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM)
ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นส่วนต่างของราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก
ยกตัวอย่าง เช่น หากน้ำมันดิบราคา 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โรงกลั่นสามารถขายน้ำมันเบนซิน ดีเซล และผลิตภัณฑ์อื่นรวมกันได้เทียบเท่า 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนต่าง 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คือ ค่าการกลั่นขั้นต้น (GRM) จากนั้นจึงต้องนำไปหักต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ทำไมช่วงน้ำมันแพง ค่าการกลั่นมักสูงขึ้น?
ไม่ใช่เพราะต้นทุนการกลั่นเพิ่ม แต่เพราะสถานการณ์ตลาด เช่น
ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น เช่น ช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ /กำลังการกลั่นตึงตัว โรงกลั่นบางแห่งปิดซ่อม หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กำลังผลิตลดลง จึงเกิดการแข่งขันซื้อน้ำมันสำเร็จรูป
สงครามหรือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปสะดุด ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจึงพุ่งเร็วกว่าน้ำมันดิบ
ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการใช้น้ำมันลดลง หรือมีโรงกลั่นเปิดดำเนินการเพิ่มขึ้น ค่าการกลั่นก็อาจลดลงมาก หรือบางช่วงถึงขั้นติดลบได้ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม
สรุปว่า ต้นทุนการกลั่นจริง เปลี่ยนแปลงไม่มาก และไม่ได้ขึ้นลงตามราคาน้ำมันดิบโดยตรง ค่าการกลั่น (GRM) เป็นตัวเลขที่สะท้อนภาวะตลาด ไม่ใช่ต้นทุนการผลิต จึงอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากได้ เมื่อเห็นข่าวว่า “ค่าการกลั่นขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นมีต้นทุนสูงขึ้น แต่หมายถึงส่วนต่างราคาที่โรงกลั่นได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาดกว้างขึ้น ซึ่งสุดท้ายยังต้องหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อนจะเป็นกำไรสุทธิของโรงกลั่น
แต่โดยสรุปต้นทุนค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2-2.5 บาท และไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำผัน แต่ผันแปรตามตลาดมากกว่า แต่ไม่ควรสวิงไปถึงลิตรละ 5-6 บาท
#นายหัวไทร
#ค่าการกลั่นน้ำมัน
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
