สมุทรสงคราม- เดือดซ้ำรอย ชาวลาดใหญ่รุมค้าน “สถานีขนถ่ายขยะ” หวั่นซ้ำแผลเก่า 20 ปี เทศบาลส่อถอยหาที่ใหม่

สมุทรสงคราม- เดือดซ้ำรอย ชาวลาดใหญ่รุมค้าน “สถานีขนถ่ายขยะ” หวั่นซ้ำแผลเก่า 20 ปี เทศบาลส่อถอยหาที่ใหม่
วันนี้ (23 เม.ย.69) เสียงคัดค้านดังขึ้นอีกครั้งในตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัด สมุทรสงคราม เมื่อเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ “สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยชุมชนระบบปิด” ที่โรงเรียนบ้านตะวันจาก หมู่ 9 แต่กลับกลายเป็นเวทีร้อน ชาวบ้านกว่า 200 คนแสดงจุดยืนไม่เอาโครงการ พร้อมย้ำชัด “ไม่ขอให้พื้นที่ซ้ำรอยบ่อขยะในอดีต” จนเวทีหลักต้องยุติลงภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
การประชุมครั้งนี้นำโดยนายอานนท์ ตันติดำรงกุล นายกเทศมนตรีเมืองสมุทรสงคราม พร้อมคณะผู้บริหารและที่ปรึกษาโครงการ จัดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดใหญ่ ดูแลความเรียบร้อย
เริ่มจาก นายมาโนช ตรัยรัตนยนต์ ปลัดเทศบาลเมืองฯ ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นสถานีขนถ่ายขยะระบบปิด ใช้เป็นจุดพักขยะไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะ ซึ่งปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองมีปริมาณขยะวันละประมาณ 30 ตัน และทั้งจังหวัดรวมกว่า 180 ตัน อย่างไรก็ตาม การชี้แจงกลับไม่สามารถคลายความกังวลของชาวบ้านได้
ชาวบ้านส่วนใหญ่ยืนยันไม่ยอมรับโครงการ โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นแหล่งทิ้งขยะในอดีต ส่งผลกระทบทั้งกลิ่นเหม็นและน้ำเสียอย่างรุนแรง และไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ก่อนจะทยอยออกจากเวที เหลือชาวบ้านราว 30 คนที่อยู่รับฟังต่อในเวทีย่อย ดร.ปรียาภัทร์ เมืองทอง ที่ปรึกษาโครงการกิตติมศักดิ์ อธิบายว่า โครงการนี้แตกต่างจากบ่อขยะเดิม เนื่องจากเป็นระบบปิด ไม่มีการกองขยะบนพื้น และอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด หากผิดเงื่อนไข ชุมชนสามารถร้องให้ยุติได้ทันที อีกทั้งยังช่วยลดงบประมาณรัฐและสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่นายอานนท์ ย้ำว่าปัญหาขยะเป็นเรื่องจำเป็นต้องแก้ไข หากไม่ดำเนินการจะส่งผลให้ขยะล้นเมือง พร้อมระบุว่า หากพื้นที่นี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เทศบาลก็พร้อมหาทางเลือกอื่นต่อไป
อย่างไรก็ตาม เสียงจากชุมชนยังคงหนักแน่น เช่น นางฉวีวรรณ สังข์ทอง ชาวบ้านหมู่ 7 ระบุว่า “ขยะไม่ใช่ของดี” และตั้งคำถามถึงกระบวนการมีส่วนร่วม โดยชี้ว่าการจัดเวทีครั้งนี้ไม่มีการแจ้งข่าวให้ทั่วถึง ชาวบ้านต้องทราบกันเอง ทั้งยังกังวลว่าพื้นที่ใกล้เคียงมีทั้งโรงเรียน หน่วยงานราชการ และชุมชนไม่เหมาะสมต่อโครงการลักษณะนี้
นายพนม ศรีกำเนิด อดีตนายก อบต.ลาดใหญ่ สะท้อนภาพอดีตว่า การปิดบ่อขยะเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว สมัยที่พี่ชาย ดำรงตำแหน่งนายก อบต.ลาดใหญ่ ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ถึงขั้นจัดเวรยามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีเหตุรุนแรงตามมา จึงจะไม่ยอมให้เกิดสถานการณ์เดิมซ้ำอีก 
เช่นเดียวกับนายพีระ สว่างศรี ชาวบ้านหมู่ 9 ที่เล่าว่า บ้านตนอยู่ห่างจากจุดทิ้งขยะเดิมไม่เกิน 500 เมตร เคยเผชิญทั้งกลิ่นเหม็นและน้ำเสียจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงไม่ต้องการให้มีการนำขยะกลับเข้ามาอีก_
ขณะที่นายวิชิต แสงจันทร์ ชาวบ้านหมู่ 7 อีกราย ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของกระบวนการ โดยระบุว่าการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง และการไปศึกษาดูงานก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีการนำข้อมูลกลับมาถ่ายทอดสู่ชุมชน
ด้าน นายโสภณ ทองเปรม นายก อบต.ลาดใหญ่ ซึ่งแม้จะขอให้ผู้ร่วมประชาคมลดการใช้ถ้อยคำรุนแรง แต่ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการนำขยะจากนอกพื้นที่เข้ามา โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันตำบลลาดใหญ่มีการพัฒนาเป็นชุมชนเมือง มีบ้านเรือนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และยังต้องบริหารจัดการขยะของตนเองวันละ 16 ตันอยู่แล้ว นายโสภณยังตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่เลือกพื้นที่ห่างไกลชุมชนเพื่อลดผลกระทบ พร้อมย้ำว่าหากเป็นขยะของคนในพื้นที่ ตนยังพอรับได้ แต่หากเป็นขยะจากภายนอก ชุมชนไม่สามารถยอมรับได้
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปในปี 2545 พื้นที่ดังกล่าวของเทศบาลเมืองสมุทรสงครามประมาณ 42 ไร่ เคยเป็นประเด็นขัดแย้งครั้งใหญ่ เมื่อมีการนำขยะจากหลายพื้นที่เข้ามาทิ้ง จนชาวบ้านรวมตัวคัดค้านอย่างหนัก และสามารถผลักดันให้ยุติการใช้พื้นที่เป็นบ่อขยะได้สำเร็จ จึงสะท้อนให้เห็นว่า “แผลเก่า” ของชาวลาดใหญ่ยังไม่จางหาย และความไม่ไว้วางใจยังคงฝังลึก แม้รูปแบบโครงการจะเปลี่ยนไป แต่ความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตยังคงเดิม ท้ายสุดทิศทางของโครงการอาจต้องเปลี่ยน เมื่อเสียงของชุมชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมีแนวโน้มว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมองหาพื้นที่ใหม่ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของการจัดการขยะที่ยังรอคำตอบว่าจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่สร้างความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม
000000000000000000000000000000000
