30/10/2026

สมุทรสาคร-วัดแหลมสุวรรณาราม จัดพิธีเผา “คุณตากล้วย ไปไม่กลับ” เปิดเมรุ “ตามประเพณีโบราณ”

IMG_6833

สมุทรสาคร-วัดแหลมสุวรรณาราม จัดพิธีเผา “คุณตากล้วย ไปไม่กลับ” เปิดเมรุ “ตามประเพณีโบราณ”
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 วัดแหลมสุวรรณาราม ต.ท่าฉลอม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร คณะสงฆ์และกรรมการวัดฯ ได้ร่วมกันจัดพิธีเผาศพ “คุณตากล้วย ไปไม่กลับ” อายุ 92 ปี ตามความเชื่อโบราณ หลังบูรณะเมรุเผาศพครั้งใหญ่ ซึ่งใช้งานมาเกือบ 60 ปี ถือเป็นการประกอบพิธีเปิดเมรุเผาศพแรก(ศพคุณตากล้วย) ก่อนเปิดให้มีการใช้งานเมรุจริงกับศพมนุษย์ โดยมีประชาชนในชุมชนร่วมพิธีตามประเพณีกันเป็นจำนวนมาก
สำหรับการจัดพิธีเผาตากล้วยฯ ก็เริ่มจากพิธีทำบุญเมรุหลังใหม่ (ตอนเช้ามืด) , พิธีรดน้ำศพตากล้วย (เวลา 14.00 น.) , พิธีบรรจุศพลงโลง (เวลา 16.00 น.) , พิธีสวดอภิธรรมศพ (เวลา 19.00 น.) และ พิธีฌาปนกิจศพ (เวลา 20.00 น) โดยทุกขั้นตอนเป็นพิธีที่จัดขึ้นตามความเชื่อและธรรมเนียมโบราณ ภายหลังการบูรณะเมรุใหม่เสร็จสิ้นลง
พระมหาอภิสิทธิ์ ฐิตปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดแหลมสุวรรณาราม เปิดเผยถึงที่มาของการบูรณะเมรุว่า ด้วยเมรุเผาศพหลังเดิมของวัด ได้ใช้งานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 60 ปี ทำให้สภาพอาคารและส่วนประกอบต่าง ๆ เกิดการชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุการใช้งาน ประกอบกับมีเสียงสะท้อนจากชาวชุมชน เห็นควรให้มีการบูรณะซ่อมแซมปรับปรุงเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยในช่วงแรกมีแนวคิดเพียงซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่เมื่อให้ช่างเข้ามาตรวจสอบสภาพอย่างละเอียด พบว่าหลายส่วนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงและบูรณะครั้งใหญ่ ประกอบกับมีผู้ร่วมบุญสมทบทุนบริจาคสร้างเมรุหรือบูรณะปฏิสังขรณ์เข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงมีการปรับแผนดำเนินการให้ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เมรุมีความสมบูรณ์ มั่นคง แข็งแรง สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
สำหรับ การบูรณะครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่ม “ข้าวก้นบาตร” ซึ่งเป็นคณะกรรมการวัดแหลมฯ เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการประสานงานและเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผู้มีจิตศรัทธา ตลอดจนร่วมกันจัดหาทุนสนับสนุนการบูรณะ นอกจากนี้ยังมีประชาชนในพื้นที่และชาวชุมชนที่ทราบข่าว ต่างร่วมบริจาคสมทบทุนตามกำลังศรัทธาเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยใช้เวลาบูรณะประมาณ 2 เดือนกว่า ซึ่งงบประมาณในการบูรณะทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาทเศษ ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาราวๆ 1.4 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณหนึ่งแสนกว่าบาทเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางวัดร่วมสมทบทุน
ด้านนายอานุภาพ น้ำทองคำ ประธานกรรมการวัดแหลมสุวรรณาราม ได้อธิบายถึงที่มาของพิธีเผาศพตากล้วยว่า เป็นธรรมเนียมและความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เมื่อมีการก่อสร้างเมรุใหม่ หรือมีการบูรณะซ่อมแซมเมรุครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จ ก่อนจะนำมาเปิดใช้งาน จะมีการประกอบพิธีเผาศพตากล้วยเป็นศพแรก เพื่อเป็นการเปิดเมรุและถือเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของคนโบราณ อีกทั้งยังจะทำให้คนในชุมชนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรือโรคระบาดต่างๆ อีกด้วย ส่วนคำว่า “ตากล้วย” ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง แต่เป็นการนำต้นกล้วยมาจัดทำเป็นหุ่นสมมติเสมือนร่างผู้เสียชีวิต และตั้งชื่อให้เสมือนเป็นผู้วายชนม์จริง ๆ เพื่อประกอบพิธีศพให้ครบถ้วนตามธรรมเนียม โดยผู้วายชนม์ในพิธี คือ “คุณตากล้วย ไปไม่กลับ” เกิดวันที่ 5 มกราคม 2477 มรณะวันที่ 30 ตุลาคม 2569 รวมอายุ 92 ปี ถือเป็นการประกอบพิธีเผาศพตากล้วยครั้งแรกของเมรุวัดแหลมสุวรรณาราม ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนอกจากจะเป็นการรักษาธรรมเนียมความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว พิธีดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของวัด กลุ่มข้าวก้นบาตร กรรมการวัด และประชาชนในชุมชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันดูแลสถานที่สำคัญซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชุมชนให้คงอยู่และสามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้
พิธีเผาศพตากล้วย (หรือพิธีเผาหลอก/เผาผีต้นกล้วย) เป็นพิธีกรรมโบราณและความเชื่อของไทยที่จัดขึ้นเมื่อวัดสร้างเมรุหลังใหม่หรือเตาเผาเสร็จสิ้น โดยมีวัตถุประสงค์และความเชื่อที่ว่าเป็นการแก้เคล็ดเปิดเมรุใหม่ คือ เมรุหรือเตาเผาที่สร้างขึ้นใหม่ หากนำศพมนุษย์จริงมาเผาเป็นศพแรก เปรียบเสมือน “เตากินคน” หรืออาจทำให้คนในชุมชนเจ็บป่วยและล้มตายบ่อยครั้ง , กุศโลบายและสิริมงคล จึงต้องทำพิธี “เผาหลอก” โดยใช้ต้นกล้วยขนาดใหญ่ (สมมติว่าเป็นคุณตากล้วย หลวงตากล้วย หรือตาเจ๊ะยายเจ๊ะ) มาแต่งตัวห่มจีวรหรือใส่เสื้อผ้า แล้วนำเข้าโลงศพเพื่อทำพิธีเสมือนจริง ส่วนขั้นตอนใน พิธีกรรมจะถูกจำลองให้เหมือนงานศพของมนุษย์ทุกประการ เพื่อความครึกครื้นและความสามัคคีในชุมชน คือ มีทั้งการรดน้ำศพ และสวดพระอภิธรรม แห่ศพรอบเมรุ นิมนต์พระสงฆ์มาทอดผ้าบังสุกุล แขกผู้มาร่วมงานร่วมวางดอกไม้จันทน์ และ นำโลงศพที่มีต้นกล้วยอยู่ด้านในเข้าเตาเผาจริง.
ณัฐวุฒิ เอกจิโรภาส รายงาน

ข่าวที่น่าติดตาม