02/10/2026

ปทุมธานี -ม.รังสิต เตือน กทม.-ปริมณฑล ตั้งการ์ดสูงรับมือน้ำเหนือ ชูระบบ L-Alert ท้องถิ่นเตือนภัย

IMG_1778

ปทุมธานี -ม.รังสิต เตือน กทม.-ปริมณฑล ตั้งการ์ดสูงรับมือน้ำเหนือ ชูระบบ L-Alert ท้องถิ่นเตือนภัย
​
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เทียบปี 54 ขังนานหลายเดือน ส่วนปี 69 คาดอยู่กับน้ำประมาณ 1 เดือน เตือนหากไร้การเร่งระบายน้ำขังนานขึ้น เผย 4 ปัจจัยเสี่ยงพร้อมกันคือหายนะ พร้อมดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ระบบ L-Alert เตือนภัยประชาชน โดยมี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต เข้าร่วมรับฟัง
​
​เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง 1-801 ชั้น 8 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวเรื่อง “การเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่กำลังมา กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะรอดไหม ?” โดยมี รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้แถลงข่าว และมี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย
​รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เปิดเผยถึงการคาดการณ์ปริมาณและระยะเวลาท่วมขังของน้ำว่า หากเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ที่ประชาชนต้องอยู่กับน้ำท่วมขังยาวนานหลายเดือน สำหรับปี 2569 นี้ ปริมาณน้ำหลากมีน้อยกว่าปี 2554 เกือบ 66% แต่เนื่องจากยอดน้ำยังคงเกินความจุของลำน้ำ จึงคาดว่าน้ำจะอยู่กับเราไม่นาน หรือเปรียบเสมือน “ให้น้ำมาเช่าบ้านสัก 1 เดือน” อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเร่งระบายหรือไล่น้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ มวลน้ำก็อาจจะท่วมขังอยู่นานขึ้น ซึ่งระยะเวลาในการท่วมขังจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความสามารถในการเอาน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นสำคัญ
​
สำหรับความเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การผลักดันมวลน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายขอบ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งรังสิต คลองระพีพัฒน์ และคลอง 6 วา สายล่าง ซึ่งขณะนี้มีน้ำนองในทุ่งรังสิตและล้นคลอง 6 วา สายล่างแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสู้กับมวลน้ำและการระบายน้ำออก จึงพึ่งพาเพียงกำลังศักยภาพของเครื่องสูบน้ำของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก
​
ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี ได้ระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังที่สุด คือการเผชิญกับ 4 ปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ น้ำในปัจจุบันที่รอการระบาย ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเพิ่ม มวลน้ำเหนือที่กำลังไหลลงมา และภาวะน้ำทะเลหนุน ซึ่งหากทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด จะถือว่าเป็นสถานการณ์ระดับ “หายนะ” ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
​นอกจากนี้ ปัจจุบันอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,600 ลบ.ม./วินาที หากมีมวลน้ำจากแม่น้ำยมหรือปริมาณฝนตกสะสมเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที จะทำให้อัตราการไหลเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเข้าสู่ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) จึงมีความจำเป็นต้องตั้งการ์ดสูงและเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
​พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำแนวคิด “ท้องถิ่นคือหัวใจของระบบเตือนภัย (L-Alert)” โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ., เทศบาล, อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่าย ต้องเป็นศูนย์กลางในการรับข้อมูลและสั่งการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น หอกระจายข่าว, เสียงตามสาย, รถตรวจการณ์, สื่อออนไลน์ และระบบแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือ (CBS) เพื่อให้ประชาชนในเขตปริมณฑลและพื้นที่เสี่ยง สามารถเตรียมตัวรับมือหรืออพยพได้ทันท่วงที

ข่าวที่น่าติดตาม