สสส.-ตร. ผนึกกำลังขับเคลื่อน “องค์กรตำรวจสุขภาวะดี” นำร่อง 20 หน่วยงานทั่วประเทศ ใช้แนวคิด “Happy Workplace” ยกระดับสุขภาพกายและใจของข้าราชการตำรวจ

สสส.-ตร. ผนึกกำลังขับเคลื่อน “องค์กรตำรวจสุขภาวะดี” นำร่อง 20 หน่วยงานทั่วประเทศ ใช้แนวคิด “Happy Workplace” ยกระดับสุขภาพกายและใจของข้าราชการตำรวจ
มุ่งสร้างผลลัพธ์ 3 ระดับ “บุคคล-องค์กร-ระบบ” พร้อมพัฒนาเป็นต้นแบบขยายผลทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับมือโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ความเครียด และความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัดกิจกรรม Kick-off เปิดตัวโครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจแบบบูรณาการสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการขับเคลื่อนเชิงระบบ โดยมี รศ.พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านพัฒนาองค์กร และที่ปรึกษาโครงการ ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดองค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace) เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจมีสุขภาพกายและใจที่ดี พร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับ ตร. พัฒนาโครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจฯ โดยออกแบบกลไกการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส. เน้นการบริหารจัดการกำลังพลบนพื้นฐานของการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม จุดแข็งของโครงการคือการทำงานบนฐานข้อมูลสุขภาพจริงของกำลังพล หรือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data-Driven) ผ่านการสำรวจข้อมูลสุขภาพในหน่วยงานนำร่องทั่วประเทศ ก่อนนำมาสังเคราะห์เป็น Smart Police Health Framework ซึ่งเป็นกรอบการสร้างเสริมสุขภาวะที่ใช้โครงสร้างร่วมกันทั้งองค์กร พร้อมกำหนดจุดเน้นของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ การใช้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตำรวจในระยะยาว และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและการพิทักษ์ประชาชนอย่างยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วางรากฐานและประเมินสถานการณ์สุขภาพ โดยจัดตั้งกลไกบริหารโครงการ เก็บข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของกำลังพล ระยะที่ 2 ดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ระยะที่ 3 ส่งเสริมการจัดการความรู้และขยายผล ผ่านการสรุปบทเรียน พัฒนาองค์ความรู้ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันเข้าสู่ระบบบริหารงานปกติของ ตร. ต่อไป ทั้งนี้ แบบจำลองคาดการณ์ในระยะ 10 ปีระบุว่า หากไม่มีมาตรการป้องกันด้านสุขภาพอย่างจริงจัง สัดส่วนข้าราชการตำรวจที่เป็นโรคเบาหวานอาจเพิ่มจากร้อยละ 10.4 ในปี 2569 เป็นร้อยละ 26.9 ในปี 2579 และโรคความดันโลหิตสูงอาจเพิ่มจากร้อยละ 17.4 เป็นร้อยละ 33.8 ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่หากมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น สัดส่วนโรคเบาหวานอาจลดลงเหลือร้อยละ 7.4 และโรคความดันโลหิตสูงเหลือร้อยละ 11.4 สะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่วันนี้
“ความร่วมมือครั้งนี้ สสส. ตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและผลลัพธ์สุขภาพอย่างยั่งยืน ระดับหน่วยงาน เกิดหน่วยงานนำร่องด้านสุขภาวะ 20 หน่วยงาน เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น และระดับระบบ เกิดชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรตำรวจ และสามารถบูรณาการเข้าสู่ระบบงานปกติของ ตร. ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานระหว่างปี 2569-2570 คาดว่าจะมีข้าราชการตำรวจได้รับประโยชน์ 3,600 นาย” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า ข้าราชการตำรวจเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ความเครียดสะสม และพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากลักษณะงานมีความกดดันสูง ต้องปฏิบัติงานเป็นเวร และเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง ผลการทบทวนงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ว่า ความเสี่ยงเหล่านี้สัมพันธ์กับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน มิได้เกิดจากการขาดการดูแลตนเองของกำลังพลเพียงอย่างเดียว โดยการศึกษาข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปีของข้าราชการตำรวจไทยพบว่า ตำรวจเพศชายเข้าข่ายกลุ่มอาการเมตาบอลิกสูงถึงร้อยละ 40.65 เทียบกับชายไทยทั่วไปที่ร้อยละ 23.80 หรือสูงกว่าประมาณ 1.7 เท่า ขณะที่งานวิจัยในข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล จำนวน 339 ราย พบพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 88.2 หรือราว 9 ใน 10 คน และร้อยละ 14.4 หรือราว 1 ใน 7 คน ดื่มหนักถึงระดับที่เสี่ยงต่อการติดสุรา
พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในด้านสุขภาพจิต ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมจากงานวิจัยเกี่ยวกับตำรวจทั่วโลก ซึ่งเผยแพร่ในปี 2562 โดย Garbarino และคณะ และรวบรวมงานวิจัย 13 ชิ้น พบว่า ตำรวจกว่าครึ่งหรือประมาณร้อยละ 51 มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะเหนื่อยล้าจากการทำงานของพนักงานสอบสวน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปี 2564 โดยศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 338 ราย พบผู้มีภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ในระดับสูงร้อยละ 66.6 นอกจากนี้ การศึกษาข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี จำนวน 112,989 นาย โดยแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลตำรวจ ปี 2562 ยังพบว่า ปัญหาจากการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวจึงมิได้สะท้อนเพียงปัญหาสุขภาพรายบุคคล แต่เป็นความเสี่ยงระดับองค์กรที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ
“ตร. ร่วมกับ สสส. จะยกระดับสุขภาพกายและใจของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ โดยส่งเสริมให้หน่วยงานนำร่อง 20 หน่วยงาน ใช้แนวคิด Happy Workplace ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านสุขภาพ สนับสนุนการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data-Driven) และดำเนินงานผ่านนักสร้างสุขประจำหน่วยซึ่งทำงานควบคู่กับนักวิชาการ โดยจะเร่งส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพดี 5 ด้าน ได้แก่ ส่งเสริมการออกกำลังกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม ส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียดและสนับสนุนการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพใจจากผู้เชี่ยวชาญ รณรงค์ลดการสูบบุหรี่ การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างวัฒนธรรมและนโยบายองค์กรที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี” พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าว
