บทเรียนราคาแพงผู้บริหารท้องถิ่น ซอยย่อยโครงการหลบหนีการประมูล ประตูคุกเปิดรออยู่

บทเรียนราคาแพงผู้บริหารท้องถิ่น ซอยย่อยโครงการหลบหนีการประมูล ประตูคุกเปิดรออยู่
……
น่าสนใจเป็นกรณีศึกษา ป.ป.ช.ชี้มูล “เกรียง กัลป์ตินันท์-รสนา” สามีภรรยา กับบทเรียนราคาแพงของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน อันเกิดจากการซอยย่อยโครงการ เพื่อหลบการประมูล แค่เทียบราคา แต่เป็นปฐมบทการเปิดประตูคุกรอ ถ้าถูกจับได้
การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย พร้อม นางรสนา กัลป์ตินันท์ ภรรยา อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลฯรวมถึงเครือญาติและอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างถนนจำนวน 26 โครงการ มูลค่ารวม 43 ล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเมืองหรือข่าวคดีทุจริตเท่านั้น หากแต่เป็นกรณีศึกษาที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศควรศึกษาอย่างจริงจัง
หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการ “แบ่งแยกหรือซอยย่อยโครงการ” เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา หรือหลีกเลี่ยงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ที่หน่วยงานตรวจสอบให้ความสำคัญมาโดยตลอด
“ซอยย่อยโครงการ” คืออะไร โดยหลักการแล้ว หากหน่วยงานของรัฐมีแผนจะก่อสร้างถนนหรือดำเนินโครงการที่มีลักษณะเดียวกัน อยู่ในพื้นที่เดียวกัน และสามารถดำเนินการรวมเป็นสัญญาเดียวได้ แต่กลับแยกออกเป็นหลายโครงการย่อย ทั้งที่เป็นงานประเภทเดียวกัน เพื่อให้วงเงินของแต่ละโครงการต่ำกว่าหลักเกณฑ์การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) หรือเพื่อเปิดช่องให้ใช้วิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจง พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้างโดยมิชอบ
การแบ่งงานในลักษณะนี้ ส่งผลให้การแข่งขันลดลง ผู้รับเหมาที่เข้าร่วมประมูลมีจำนวนน้อยลง และอาจเปิดช่องให้เกิดการตกลงผลประโยชน์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างกำหนดวิธีการไว้อยู่
จากข้อมูลการไต่สวนที่เผยแพร่ล่าสุด พบรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
ถนนที่ถูกกล่าวหาว่าถูก “ซอยย่อย”ป.ป.ช.ระบุว่า เจ้าหน้าที่สำนักการช่างเองได้ทักท้วงว่า ถนน 4 สายนี้เป็นถนนสายเดียวกันที่ก่อสร้างต่อเนื่องกัน แต่กลับถูกแบ่งเป็นช่วง ๆ ได้แก่
1. ถนนสรรพสิทธิ์
-ช่วงถนนผาแดง ถึง ถนนหลวง วงเงินประมาณ 1.93 ล้านบาท
-ช่วงถนนแจ้งสนิท ถึง ถนนจงกลนิธารณ์ วงเงินประมาณ 1.29 ล้านบาท
2. ถนนเทพโยธี
-ช่วงถนนพรหมราช ถึง ถนนพิชิตรังสรรค์ วงเงินประมาณ 1.85 ล้านบาท
-ช่วงถนนอุปลีสาน ถึง ทางเข้า สนามบินนานาชาติ วงเงินประมาณ 1.92 ล้านบาท
3. ถนนสุริยาตร์
-ช่วงถนนนครบาล ถึง ถนนบูรพาใน วงเงินประมาณ 1.60 ล้านบาท
4. ถนนนครบาล
-ช่วงถนนสรรพสิทธิ์ ถึง ถนนอุปลีสาน วงเงินประมาณ 1.44 ล้านบาท
รวมถึงถนนสายอื่น เช่น
-ถนนเขื่อนธานี (ช่วงถนนเทพโยธี ถึง ถนนบูรพาใน)
-ถนนพิชิตรังสรรค์ (ช่วงถนนเทพโยธี ถึง ถนนบูรพาใน)
ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณล็อตแรก 18 โครงการ
จุดที่ทำให้คดีพลิก ที่น่าสนใจคือ ผู้อำนวยการสำนักการช่าง ปลัดเทศบาล และผู้อำนวยการสำนักการคลัง มีความเห็นตรงกันว่า
ถนนสรรพสิทธิ์ ถนนสุริยาตร์ ถนนเทพโยธี และถนนนครบาล เป็นงานก่อสร้างที่เชื่อมต่อกัน หากรวมวงเงินของแต่ละสายแล้วเกินเกณฑ์ 2 ล้านบาท จึงไม่สามารถแยกสอบราคาเป็นรายโครงการได้ เพราะเข้าข่าย “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” ขัดต่อระเบียบและกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในขณะนั้น
ที่สำคัญบริษัทที่ได้งานไปทำล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ตัวกลุ่มญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น อันเป็นการสะท้อนชัดว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานแสวงหาประโยชน์
กล่าวคือ ประเด็นของ ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่มี 26 โครงการ แต่คือ การออกแบบตั้งแต่ต้นให้ถนนแต่ละสายถูกแบ่งเป็นหลายช่วง หลายโครงการ และแยกเสนอของบประมาณเป็น 2 รอบ โดยมีการแยกไม่ให้ถนนชื่อเดียวกันถูกเสนอพร้อมกันด้วย
ทั้งหมดนี้ที่นำมาเสนอเพียงแต่ต้องการให้เป็นบทเรียนที่มีราคาต้องซื้อแพง ในการคิดซอยย่อยโครงการอันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำผิดและเปิดประตูคุกให้ตัวเอง
เข้าใจว่าโครงการของท้องถิ่น หรือส่วนภูมิภาคไม่น้อยซอยย่อยโครงการแบบนี้ ป.ป.ช.ได้ข้อมูลเมื่อไหร่ มีหนาวเมื่อนั้น
#นายหัวไทร
#ซอยย่อยโครงการ
#เปิดประตูคุกรอ
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
