30/04/2026

สมุทรสงคราม-จ่อเดือดทั้งอ่าว ชาวประมงเตรียมนัดรวมพล บุก 3 กระทรวง จี้รัฐแก้แรงงาน-น้ำมัน-ราคาสัตว์น้ำ ก่อนวิกฤตลุกลามทั้งระบบ

IMG_3550

สมุทรสงคราม-จ่อเดือดทั้งอ่าว ชาวประมงเตรียมนัดรวมพล บุก 3 กระทรวง จี้รัฐแก้แรงงาน-น้ำมัน-ราคาสัตว์น้ำ ก่อนวิกฤตลุกลามทั้งระบบ
สถานการณ์ภาคประมงไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปราะบาง เมื่อชาวประมงในจังหวัดสมุทรสงครามส่งสัญญาณ “เอาจริง” เตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ บุก 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ คมนาคม แรงงาน และเกษตรและสหกรณ์ หลังปัญหาสะสมทั้งแรงงานขาดแคลน ต้นทุนน้ำมันพุ่ง และราคาสัตว์น้ำตกต่ำ กำลังบีบให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก “ไปต่อไม่ไหว”
การประชุมใหญ่ของผู้ประกอบอาชีพประมงกว่า 200 คน ที่สหกรณ์ประมงแม่กลองจำกัด วันนี้ (30 เม.ย.69) กลายเป็นเวทีสะท้อนเสียงเดือดร้อนที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายเดือน โดยมีแกนนำอย่างนายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมเรือลากคู่สมุทรสงครามร่วมย้ำว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่เกี่ยวพันกับกฎหมายและข้อจำกัดจาก 3 กระทรวงโดยตรง
นายมงคล สุขเจริญคณา กล่าวว่า ประเด็นแรกที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนัก คือข้อขัดข้องจากฝั่งกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะการออกใบประกาศนียบัตรผู้ควบคุมเรือของกรมเจ้าท่า ที่ยังไม่มีประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้แรงงานที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ เรือประมงจำนวนมากจึงต้องจอดนิ่ง ไม่สามารถออกทะเลได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ควรสร้างรายได้ก็ตาม
ขณะที่ต้นทุนการทำประมงยังคงพุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน แม้ภาครัฐจะส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 32 บาท แต่ชาวประมงยืนยันว่าราคาที่ “อยู่รอดได้จริง” ต้องไม่เกินลิตรละ 25 บาทเท่านั้น ทำให้มีข้อเสนอเร่งด่วนให้รัฐบาลจัดทำ “คูปองน้ำมัน” ชดเชยลิตรละอย่างน้อย 3 บาท เพื่อลดภาระต้นทุนที่กำลังกดทับผู้ประกอบการอย่างหนัก
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นภาพชัดว่า เรือประมงพาณิชย์ในสมุทรสงครามที่เหลืออยู่เพียง 300-400 ลำ มีมากถึง 70% ต้องหยุดเดินเรือ ขณะที่อีก 30% จำเป็นต้องฝืนออกทะเลทั้งที่ขาดทุน เพียงเพื่อรักษาสภาพคล่องและชำระหนี้สิน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องสำคัญต่อกระทรวงเกษตรฯ ให้พิจารณาพักชำระหนี้เงินต้นแก่ชาวประมงโดยยังคงจ่ายดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป เพื่อป้องกันการกลายเป็นหนี้เสียในระบบ โดยเฉพาะหนี้จากธนาคารรัฐอย่างออมสินและ ธ.ก.ส.
อีกหนึ่งความกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือแนวโน้มการอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ รวมถึงการลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้สินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซ้ำเติมสถานการณ์ของชาวประมงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเรียกร้องให้ภาครัฐควบคุมและปราบปรามอย่างจริงจัง
ด้านปัญหาแรงงาน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน ก็ยังเป็นอีกคอขวดสำคัญ โดยระบบ e-WorkPermit ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้งาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ไม่สามารถเข้าถึงอีเมลหรือดำเนินการเองได้ ส่งผลให้การจ้างงานล่าช้าและไม่ทันต่อความต้องการ ชาวประมงจึงเสนอให้แยกระบบขึ้นทะเบียนแรงงานประมงออกจากอาชีพอื่น เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัว
จากปัญหาทั้งหมดนี้ เครือข่ายชาวประมงจาก 22 จังหวัดกำลังถูกระดมพลัง เพื่อเตรียมยื่นหนังสือพร้อมกันต่อ 3 กระทรวง โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเฉพาะกลุ่ม แต่สะท้อนถึง “จุดเปลี่ยน” ของภาคประมงไทย หากรัฐยังเพิกเฉย วิกฤตครั้งนี้อาจลุกลามจนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ และอาชีพประมงที่เคยหล่อเลี้ยงประเทศ อาจต้องเผชิญกับคำถามว่า “จะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน”
000000000000000000000000000000

ข่าวที่น่าติดตาม