เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง

เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง
…….
การที่คณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่าศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดหาคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
ขั้นตอนหลังจากนี้โดยหลักจะเป็นดังนี้
1. คณะกรรมการสรรหาจัดทำมติและคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. เพื่อรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
2. ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ในโควตาของ นพ.สรณ จะถือว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง เพราะมติวินิจฉัยใช้หลักว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่ได้มีสิทธิเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย
3. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ (สายคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับตำแหน่งที่ว่าง โดยดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ การสรรหา และเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน
4. หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งจะทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป
ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ ผลทางกฎหมายต่อมติหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองและคำวินิจฉัยของศาล หากมีการฟ้องร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปอาจมีการนำหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” (de facto officer) มาพิจารณาประกอบ เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรเกิดสุญญากาศ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี่
1. รองประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ประธานการประชุม หรือกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานในกรณีตำแหน่งว่างหรือประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
2. บอร์ดยังมีอำนาจออกมติได้ ตราบใดที่มีองค์ประชุมครบ และการลงมติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
3. ระหว่างนั้นจะต้องดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ เพื่อเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประธาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จะมีคำถามทางกฎหมายตามมาว่า การได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา มีผลอย่างไร แม้โดยหลักกฎหมายปกครอง มติของบอร์ดที่ออกไปแล้วมักยังได้รับความคุ้มครองตามหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการ เว้นแต่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น
ถ้านายแพทย์สรณไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องศาลปกครอง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้มีพระบรมราชโองการให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งต่อไป
