ปัตตานี-“ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ” ฉบับแรกจากชุมชนอ่าวปัตตานี

ปัตตานี-“ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ” ฉบับแรกจากชุมชนอ่าวปัตตานี
ชุมชนในอ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่แรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศที่ประกาศและร่วมลงนาม “ธรรมนูญชุมชนด้านสภาพภูมิอากาศ” หรือ “ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์” เพื่อขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาคีต่าง ๆ มูลค่ารวมกว่า 82.5 ล้านบาท (2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ธรรมนูญฉบับนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน ในระยะเวลากว่าสองปี ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการนำร่องเพื่อเสริมศักยภาพด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จังหวัดปัตตานี ภายใต้โครงการ Climate Finance Network (CFN) จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (Foreign, Commonwealth & Development Office: FCDO)
ธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการรับรองและประกาศเจตนารมณ์ร่วมจากผู้แทนกว่า 360 คน จากชุมชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนาโดยหน่วยงานภาคี ได้แก่ UNDP จังหวัดปัตตานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อำเภอยะหริ่ง องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเปิดตัวแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับพื้นที่ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.69 ณ ชายหาดแหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี 
ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและประมง ครอบคลุมการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ การกำกับดูแลการทำประมง และการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) 2.สิ่งแวดล้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ3.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านบทบาทการเป็นผู้นำของผู้หญิงและเยาวชน และ 4.สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารสำหรับเด็ก การสร้างชุมชนที่มีสุขภาวะที่ดี การลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดบุหรี่และปลอดยาเสพติด
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของโครงการ Climate Finance Network (CFN) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและ UNDP ที่มุ่งเชื่อมโยงการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนไปสู่การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด และสนับสนุนแนวทางรับมือที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวว่า “สหราชอาณาจักรรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการ Climate Finance Network (CFN) ของ UNDP ซึ่งช่วยให้เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ซึ่ง CFN เป็นส่วนสำคัญของโครงการ CARA ซึ่งเป็นกลไกหลักของสหราชอาณาจักรในการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตั้งแต่การเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศ ไปจนถึงการปรับตัวที่นำโดยชุมชน
ธรรมนูญชุมชนตำบลแหลมโพธิ์เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังของการที่ชุมชนสามารถกำหนดลำดับความสำคัญและแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาร่วมลงทุนในสิ่งที่ชุมชนกำหนด เราจะสามารถสร้างการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น”
อ่าวปัตตานีเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล ซึ่งเป็นฐานสำคัญของวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งการกัดเซาะชายฝั่ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและการดำรงชีวิตของประชาชน การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงมีความสำคัญไม่เพียงต่อการปกป้องระบบนิเวศและวิถีชีวิต แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ และความสมานฉันท์ทางสังคม 
นายสนั่น สนธิเมือง รองผวจ.ปัตตานี กล่าวถึงการจัดทำธรรมนูญชุมชนต.แหลมโพธิ์ว่า เป็นก้าวสำคัญของชุมชนชายฝั่งอ่าวปัตตานีในการเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จังหวัดปัตตานีพร้อมสนับสนุนการบูรณาการกรอบการดำเนินงานของชุมชนฉบับนี้เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดในระยะต่อไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ผ่านองค์ความรู้ทางวิชาการและความร่วมมือด้านการจัดการความรู้ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สะท้อนพลังของการมีส่วนร่วมของชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติพร้อมสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวในฐานะส่วนหนึ่งของกรอบนโยบายสุขภาพของประเทศไทย”
ด้าน นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับชุมชนและภาคีทุกฝ่ายว่า
“ลงมาปัตตานีเป็นครั้งที่สอง เป็นประสบการณ์พิเศษมากๆ ปลื้มใจที่คนในชุมชนมีความรักและหวงแหนพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เป็นผู้ริเริ่มหลายๆ อย่าง คนที่อยู่กับปัญหา เข้าใจปัญหาได้ดีที่สุดคือคนในพื้นที่ และวิธีที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็อยู่ในมือของเขา การนำเครื่องมือหรือทรัพยากรมาให้ใช้เป็นการแก้ไขที่ถูกจุด ปัญหาประมงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะอากาศ การจะนำเรื่องต่างๆ มาประยุกต์ใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำได้หากมีความเข้าใจเพียงพอและร่วมมือกัน
ประสบการณ์จากปัตตานีแสดงให้เห็นว่า การสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดผลสูงสุดเมื่อการลงทุนตอบสนองต่อความต้องการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนด โดย Climate Finance Network แสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาวะผู้นำของชุมชน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สามารถช่วยดึงทรัพยากรไปสู่แนวทางแก้ไขที่เสริมสร้างความเข้มแข็ง ปกป้องวิถีชีวิต และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เราหวังว่าหมุดหมายนี้ในจังหวัดปัตตานีจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นของประเทศไทย”
ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวถึงการทำงานปีที่ 2 ในต.แหลมโพธิ์ว่า ได้รับความไว้วางใจและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี
“ในการเก็บข้อมูลทำให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ พี่น้องในชุมชนเสนออยากมีกฎ กติกา ของชุมชน นำมาสู่การทำธรรมนูญในวันนี้จากกว่า 15 เวทีที่เรามีส่วนร่วมกับท้องถิ่น ครอบคลุมในทุกมิติ รวมทั้งได้พูดคุยกับ 8 ตำบลรอบอ่าวปัตตานี ร่างยุทธศาสตร์ แผนแม่บทชุมชน ผ่านการประสานแผนของอบจ.ปัตตานี
สำคัญคือต้องทำให้ธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดกับชาวบ้าน ชาวบ้านที่นี่มีรายได้น้อย ใน 1 ปีทำประมงได้ 8 เดือน อีก 4 เดือนออกเรือไม่ได้ แรงงานไปอยู่ตามเมืองใหญ่ ร้านต้มยำในมาเลเซีย เด็กต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย หรือออกนอกระบบการศึกษา ใน 8 ตำบล มีการทำงานนอกพื้นที่ 19 เปอร์เซ็นต์”
“ความท้าทายคือ ให้ธรรมนูญนี้ปฏิบัติได้จริง ด้วยประสบการณ์ของสำนักนโยบายสาธารณะฯ จะทำงานเกาะพื้นที่ 3-5 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์ โดยถอดบทเรียนที่อื่นมาทำที่นี่ หากพี่น้องแหลมโพธิ์ร่วมกับเราจริงจังจะเป็นโมเดลต้นแบบที่ดี”
นายอนุวัฒน์ เปาะมะ นายกอบต.แหลมโพธิ์ กล่าวว่า UNDP ได้เข้ามาสร้างความร่วมมือและความสามัคคีในชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมพัฒนา ดูแล ครอบคลุมทุกมิติ และทุกคนมรพื้นที่ต้องร่วมมือขับเคลื่อนไปด้วยกันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาพื้นที่และประเทศ
ขณะที่ไทยเร่งเดินหน้าสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระดมเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ รายงาน Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกประเมินว่า ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 115,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำเป็นต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความจำเป็นในการลงทุนในเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นในหลายภาคส่วน เช่น การศึกษาด้าน Investment and Financial Flows (I&FF) ของ UNDP ประเมินว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 13,000–14,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการอย่าง Climate Finance Network (CFN) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่ความต้องการและแนวทางแก้ไขที่ชุมชนกำหนด เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชน ความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นองค์กรของสหประชาชาติที่ทำงานเพื่อยุติความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและภาคีในกว่า 170 ประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแนวทางแก้ไขที่บูรณาการและยั่งยืนสำหรับผู้คนและโลก ชาวบ้านมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้นทางจนถึงการประกาศใช้ธรรมนูญ โดยข้อมูลในข่าวระบุว่า ธรรมนูญฉบับนี้เป็นการพัฒนา “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ใช้เวลากว่า 2 ปีในการจัดทำ และเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องรูปแบบ การมีส่วน ร่วมของชาวบ้าน
ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์จริงในพื้นที่
ชาวบ้านสะท้อนปัญหาด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ผู้ดำเนินโครงการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิถีชีวิตและปัญหาของชุมชนเสนอความต้องการจัดทำกติกาชุมชน …………
ดร.เพ็ญ สุขมาก ระบุว่า ชาวบ้านเป็นผู้เสนอแนวคิดว่าอยากมีกฎหรือกติกาของชุมชนเอง ซึ่งนำไปสู่การจัดทำธรรมนูญในที่สุด
เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นและยกร่างมีการจัดเวทีมีส่วนร่วมมากกว่า 15 เวที
เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมร่วมกำหนดประเด็นสำคัญของธรรมนูญ
เนื้อหาทั้ง 4 ด้านหลักของธรรมนูญสะท้อนปัญหาและความต้องการที่ชุมชนเผชิญจริง ไม่ได้มาจากการกำหนดโดยหน่วยงานภายนอกเพียงฝ่ายเดียว
ร่วมประกาศเจตนารมณ์และรับรองธรรมนูญ
ผู้แทนจากชุมชนเข้าร่วมรับรองและลงนามประกาศใช้ธรรมนูญร่วมกับภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์กรพัฒนาความสำคัญของการมีส่วนร่วม นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย กล่าวไว้ว่า “คนที่อยู่กับปัญหา เข้าใจปัญหาได้ดีที่สุดคือคนในพื้นที่” สะท้อนแนวคิดหลักของธรรมนูญฉบับนี้ที่ให้ชาวบ้านเป็นผู้กำหนดปัญหา ความต้องการ และแนวทางแก้ไขด้วยตนเอง ก่อนที่หน่วยงานต่าง ๆ จะเข้ามาสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณตามทิศทางที่ชุมชนวางไว้
ดังนั้น ชาวบ้านไม่ได้เป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่เป็น เจ้าของกระบวนการจัดทำธรรมนูญ ผู้กำหนดเนื้อหา และผู้ขับเคลื่อนการปฏิบัติในอนาคต ด้วยตนเอง
……. ภาพข่าว // ตอริก สหสันติวรกุล // จ.ปัตตานี รายงาน
