แพทย์ทหารเตือน “เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน”

แพทย์ทหารเตือน “เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน”

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โรคคางทูมในประเทศไทยปี 2568 พบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และสถานศึกษาที่มีคนจำนวนมาก มักพบการระบาดมากในช่วงเปิดภาคเรียน หรือช่วงที่มีการรวมกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะ ช่วงต้นปีถึงกลางปี แม้จะไม่พบผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำประชาชนเฝ้าระวังอาการ ป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน

โดยข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมในประเทศไทย จำนวนกว่า 1,646 ราย อัตราป่วยประมาณ 2.5 ต่อประชากรแสนคน แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา และพื้นที่ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านน้ำลายและละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย และมีลักษณะเด่นคือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มหรือใต้หูบวม และมีอาการเจ็บ โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมอง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ

การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์ เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีด แนะนำให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ) หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป ประโยชน์ของวัคซีน ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว ซึ่งโรคคางทูมยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่จากการประเมินความเสี่ยงในการระบาดเป็นกลุ่มก้อนโรคคางทูมในประเทศไทย พบความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง (Moderate) ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังเชิงรุกติดตามกลุ่มเป้าหมาย และทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน MMR ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุประมาณ 15 – 24 ปี) ที่มีประวัติการรับวัคซีน MMR ไม่ครบถ้วน 2 เข็ม ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรค และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ
จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส
ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว
