31/03/2026

ปทุมธานี-สั่งให้ออกราชการ8ตำรวจแก๊งอุ้มรีดทรัพย์และพลเรือนอีก1คนก่อนนำตัวส่ง ศาลจังหวัดธัญบุรี หลังจากนั้นได้นำตัวทั้งหมด ฝากขังที่เรือนจำธัญบุรี

IMG_0134

ปทุมธานี-สั่งให้ออกราชการ8ตำรวจแก๊งอุ้มรีดทรัพย์และพลเรือนอีก1คนก่อนนำตัวส่ง ศาลจังหวัดธัญบุรี หลังจากนั้นได้นำตัวทั้งหมด ฝากขังที่เรือนจำธัญบุรี

จากกรณีที่มีตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (กก.สส. ภ.จว.ปทุมธานี) เข้าไปอุ้มรีดทองคำหนัก 2 บาท กับสาวพีอาร์ ซึ่งเหตุเกิดในพื้นที่คลอง13 ธัญบุรี ในพื้นที่ สภ.ธัญบุรี และมีการแจ้งความจับกุมตำรวจทั้งหมด 8 นาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันนี้ 31 มีนาคม 69 เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย ได้เข้าพบ พ.ต.ท.วิชาญ จันทศรี รองผกก.(สอบสวน) ที่ สภ.ธัญบุรี โดยมี พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อม พ.ต.อ.หฤษฎ์ คำจุมพล ผกก.สส..ภ.จว.ปทุมธานี และ พ.ต.อ.จรินทร์ อธิษฐานนท์ ผกก.สภ.ธัญบุรี เข้าร่วมสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน กก.สส..ภ.จว.ปทุมธานี ในคดีนี้รวมทั้งหมด 8 นาย และพลเรือนชายอีก 1 คน
และเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ในวันเดียวกัน (31 มีนาคม 2569) ทาง พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี (ผู้การฯปทุมธานี) ได้เซ็นสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจกองสืบสวนจังหวัดปทุมธานี ทั้ง 8 นาย หลังอุ้มรีดทรัพย์สาวพีอาร์ ก่อนคุมตัวส่งศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหนัก ก่อนนำตัวทั้งหมดส่งเข้าเรือนจำจังหวัดธัญบุรี เพื่อดำเนินคดี พร้อมคัดค้านประกันตัวทั้งหมด
พล.ต.ต.พีรพล เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจทั้ง 8 นาย ได้ถูกแจ้งข้อหาหนักคือ “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันประพฤติโดยมิชอบ ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว” ในส่วนของพลเรือน โดนข้อหา “ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ฯ) ส่วนรถที่ไปวนอยู่หน้าบ้านของผู้เสียหาย จนต้องไปขอคุ้มครองพยานนั้น ตนเพิ่งจะทราบข่าว และได้ให้สัมภาษณ์ ไปทางรายการหนึ่งไปแล้ว ว่าเบอร์โทรศัพท์ของตน ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมยินดีทำให้ผู้เสียหายสบายใจ
ในส่วนของกล้องบอดีแคมนั้น จริง ๆ แล้ว ต้องมีติดตลอด และขณะนี้ทางด้านผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ให้การปฏิเสธ เพราะฉะนั้นต้องใช้วิธีเก็บพยานหลักฐานอื่น ๆ ว่าได้ทำตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือไม่ อาจจะต้องสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม ถ้าพิจารณาแล้วมีความผิด ก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้
ซึ่งขณะนี้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน และนำตัวส่งศาลจังหวัดธัญบุรี โดยตำรวจทั้ง 8 นาย มีความเครียด อยากฝากถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนาย เป็นตำรวจต้องทำตามระเบียบกฎหมาย อย่าไปทำนอกลู่นอกทาง สังคมให้ความสนใจ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง พยายามทำให้องค์กรตำรวจไปในทางที่ดีแล้ว ตนก็พยายามบอก และปลูกจิตสำนึกทุกครั้ง ที่ไปประชุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกโรงพักฯพล.ต.ต.พีรพลฯ …….กล่าว
คำสั่ง ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 51/2569 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ด้วยข้าราชการตำรวจดังต่อไปนี้
1.พันตำรวจโท นิยมตำแหน่ง สารวัตรกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัด ปทุมธานี
2.ร้อยตำรวจเอก รังสรรค์ ตำแหน่ง รองสารวัตรกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
3.สิบตำรวจเอก นิรัติศัย ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
4.สิบตำรวจโท ยุทธนา ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
5.สิบตำรวจโท ธนากร ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
6.สิบตำรวจโท ณัฐวุฒิ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
7. สิบตำรวจโท อัครเดช ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองร้อยควบคุมฝูงชน กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
8. สิบตำรวจโท ฐากร ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี
มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่งตำรวจภูธธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 90/2569 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา ตามคดีอาญาที่ 257/2569 ของสถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ในความผิดฐาน “ร่วมกันกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มช่มขึ้นใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลโดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, ร่วมเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย” และมีเหตุให้พักราชการได้ ตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3 (1) คือถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญา โดยผู้กระทำความผิดเป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดอาญา รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่กลับต้องหาว่ากระทำผิดทางอาญาเสียเองซึ่งเป็นคดีสำคัญ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมันศรัทธาของประชาชน และภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง ถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ ประกอบกับได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาคดีที่เป็นเหตุให้สั่งพักข้าราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 108 มาตรา 131 และ179 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 ข้อ 3 (1) และข้อ 8 จึงให้ พันตำรวจโท นิยม ตรีพืช พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก รังสรรค์ บัวประเสริฐ, สิบตำรวจเอก นิรัติศัย ภาวงศ์, สิบตำรวจโท ยุทธนา กอดแก้ว, สิบตำรวจโท ธนากร ทองมาก, สิบตำรวจโท ณัฐวุฒิ สีเหลือง, สิบตำรวจโท อัครเดช ลาภมาก และ สิบตำรวจโท ฐากร สร้อยทอง ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
อนึ่ง ผู้ถูกสั่งให้ออกจาทราชการไว้ก่อน ตามคำสั่งนี้ มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ค.คร. ศานมาตรา 141 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งและหากประสงค์ จะฟ้องโต้แย้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้ ให้ทำคำทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกกครองหรือส่งทาง ไปรษณีย์ ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือภายใน 90 วัน นับแต่วันพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องขอทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ สั่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
ภาพข่าว -สมยศ-ลีลานุช โสภณวิมลรัตน์ /ปทุมธานี 0891223132

ข่าวที่น่าติดตาม