08/03/2026

เชียงใหม่- เปิดตัว “ESTIMATA-EX” Medical AI ประเมินการสูญเสียเลือดแบบ Real-time ครั้งแรกในประเทศไทย

S__125894988

คณะแพทยศาสตร์ มช. จับมือ เนคเทค สวทช. เปิดตัว “ESTIMATA-EX” Medical AI ประเมินการสูญเสียเลือดแบบ Real-time ครั้งแรกในประเทศไทย
ยกระดับความปลอดภัยผู้ป่วยวิกฤต สะท้อนวิสัยทัศน์สู่ผู้นำนวัตกรรมการแพทย์

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 09.30–12.00 น. คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดตัวนวัตกรรม “ESTIMATA-EX” ระบบปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) สำหรับประเมินการสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดแบบ Real-time เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยวิกฤต และก้าวสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคโดยมี รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวเปิดงานแถลงข่าว พร้อมด้วยดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในงานมีเสวนาเจาะลึกนวัตกรรม วิธีการทำงานของ AI ความแม่นยำ และประสบการณ์จากการทดลองใช้งานจริง
ณ ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี คณะแพทยศาสตร์ มช.

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ระดับตติยภูมิ รับผู้ป่วยที่มีความยุ่งยากซับซ้อนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีจำนวนการผ่าตัดมากถึง 16,000-17,000 รายต่อปี ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนของโรคและความเสี่ยงสูงต่อการเสียเลือดจำนวนมาก ปัญหาการประเมินการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดที่ไม่แม่นยำส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยผ่าตัดทุกราย โดยเฉพาะผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ (ตับ ไต) ผ่าตัดอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน ผ่าตัดนรีเวช-สูติกรรม ผ่าตัดมะเร็ง และผ่าตัดหลอดเลือด เป็นต้น

การสูญเสียเลือดระหว่างผ่าตัดเฉลี่ยอยู่ที่ 300–500 มิลลิลิตรต่อราย และในบางรายอาจสูงกว่า 1,500 มิลลิลิตร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางสถิติ แต่สะท้อนความจริงทางคลินิกที่การประเมินปริมาณเลือดอย่างแม่นยำสามารถเป็นเส้นแบ่งระหว่างความปลอดภัยกับภาวะวิกฤต ปัจจุบันการประเมินส่วนใหญ่ยังอาศัยการคาดคะเนด้วยสายตา ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูงถึง 20–40 เปอร์เซ็นต์ หากประเมินการเสียเลือดต่ำกว่าความเป็นจริง (Under- Estimation) ทำให้มีการตัดสินใจทดแทนสารน้ำหรือให้เลือดล่าช้าและให้น้อยเกินไป (Under-transfusion) ทำให้สูญเสีย Golden Hour ในการรักษา ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อความดันโลหิตตก ช็อกหรืออวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไตขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง

ขณะที่การประเมินการเสียเลือดมากกว่าความเป็นจริง (Over- Estimation) มีการให้สารน้ำและเลือดทดแทนเกินความจำเป็น (Over-transfusion) ผู้ป่วยอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแพ้เลือด (Transfusion reaction) ปอดและหัวใจทำงานมากผิดปกติ การประเมินที่คลาดเคลื่อนไม่แม่นยำ อาจมีผลให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน ต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อรักษาตัวนานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายการรักษาเพิ่มขึ้น สำหรับการลืมวัสดุซับเลือดตกค้างไว้ในร่างกายผู้ป่วย (Retained Surgical Item) ผู้ป่วยต้องผ่าตัดซ้ำ เพื่อเอาวัสดุซับเลือดออก เสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เสี่ยงทางกฎหมาย และค่าชดเชยรักษาโรงพยาบาลอาจถูกฟ้องร้องเกิดภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลที่เสียหายได้

ESTIMATA-EX (AI-Driven: Estimation of Intraoperative Blood Loss) ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพร่วมกับอัลกอริทึม Deep Learning ภายใต้ความร่วมมือของ Medical AI Consortium ที่มีทำหน้าที่ Medical AI Data Sharing Platform โดยมี เนคเทค คณะแพทยศาสตร์จากสถาบันต่าง ๆ และกรมการแพทย์ ในฐานะสมาชิกของเครือข่าย ความเข้มแข็งของความร่วมมือได้เอื้อให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญทางคลินิก จนนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ESTIMATA-EX อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต(บพค.) เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ของไทยสู่การใช้งานจริง

ESTIMATA-EX เป็นระบบประเมินปริมาณการเสียเลือดและนับจำนวนวัสดุซับเลือดในห้องผ่าตัดด้วย AI-Driven จากภาพถ่ายวัสดุซับเลือดผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย (Technology Readiness Level: TRL 7-8) ที่เชื่อมโยงการทำงานผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็น Digital Service Innovation ที่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีกระบวนการทำงาน และวิธีดูแลผู้ป่วยแบบใหม่ เปลี่ยนการคาดคะเนด้วยสายตาและการรับรู้แต่ละบุคคลให้กลายเป็นข้อมูล AI ที่แม่นยำสูง รวดเร็วในระดับวินาที ใช้หลักการพัฒนาคุณภาพแบบบูรณาการ CQI, PDSA Cycles, LEAN และ Design Thinking

โดยผสานพลังของทีมนักวิจัยสหวิชาชีพ ประกอบด้วย วิสัญญีพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และนักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมกันสร้างมิติใหม่เพื่อสร้างฐานข้อมูลภาพเลือดใหญ่ที่สุดในเอเชีย Big Data (150,000 ภาพเลือดจริงจากห้องผ่าตัด) ผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคนิค Deep Learning และ Gradient Boosting เพื่อพลิกโฉมการบริการ Digital Care Workflow ในห้องผ่าตัดด้วยความใส่ใจ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่น เพิ่มความแม่นยำในการประเมิน

โดยโมเดล AI แม่นยำสูงมาก R² (Coefficient of Determination) = 0.903 AI ทำนายได้ถูกต้อง 90.3% เมื่อเทียบกับการวัดจริง (มาตรฐานสากล: >0.85 = ดีมาก), ESTIMATA-EX เพิ่มความแม่นยำ 36.9% เมื่อเทียบกับการประเมินด้วยสายตา (Visual Estimation) ของบุคลากรจาก 45.5% เป็น 82.4%, ไม่มีวัสดุซับเลือดตกค้างในร่างกาย (Retained Surgical Item), ประมวลผลรวดเร็วแบบ near real-time 5-10 วินาที ทำให้ทีมแพทย์และพยาบาล Early Detection, Rapid Response Team, ลดความคลาดเคลื่อน, สร้างระบบมาช่วยเพิ่มคุณภาพข้อมูลตัดสินใจทางคลินิก AI-Driven, ให้สารน้ำและเลือดทดแทนที่เหมาะสม ลดโอกาสการให้เลือดที่ไม่จำเป็น, ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยในห้องผ่าตัดผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในห้องผ่าตัดของประเทศสู่ Smart Operating Room, ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์, หลังใช้งานบุคลากรมีความพึงพอใจ 95.8%

ที่น่าประทับใจ คือ การสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่มีคุณค่าในการนำ Medical AI มาสร้างมาตรฐานการดูแลใหม่ (innovation of service) ของห้องผ่าตัดที่ใช้งานได้จริง ให้บริการดิจิทัลที่ขยายผลได้ รวมถึงผลงานยืนยันความแม่นยำและประสิทธิภาพโดยบทความวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Q1 (Discover Artificial Intelligence Journal), นวัตกรรมได้รับรางวัล Oral presentation ระดับดีเลิศในเวทีวิชาการ และ ยืนยันคุณค่าด้วยรางวัลด้านการพัฒนาคุณภาพที่สัมฤทธิ์ผล (Poster Award) จากผลลัพธ์ของความสำเร็จของ ESTIMATA-EX ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาค

โดยยึดแนวคิดการบูรณาการความเป็นเลิศทางคลินิก งานวิจัยเชิงแปลผล และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน คณะแพทยศาสตร์เชื่อว่านวัตกรรมต้องเริ่มต้นจากปัญหาหน้างานจริงในระบบบริการสุขภาพ และต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของโรงพยาบาล ความร่วมมือกับ เนคเทค สวทช. จึงสะท้อนต้นแบบของการบูรณาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านคลินิก และเทคโนโลยีขั้นสูง เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นในห้องผ่าตัด ปัจจุบัน ESTIMATA-EX อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดเป็นแพลตฟอร์ม Medical AI ที่สามารถขยายการใช้งานทุกห้องผ่าตัดได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายขยายใช้งานโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของการประเมินการสูญเสียเลือดที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว เท่าเทียม และปลอดภัย รองรับการตัดสินใจอย่างทันท่วงทีในสถาการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง การพัฒนาในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงนวัตกรรมเฉพาะทาง แต่เป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน”

 

ด้าน ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า “ความสำเร็จของ ESTIMATA-EX นวัตกรรม AI สำหรับประเมินปริมาณการสูญเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด ถือเป็นก้าวสำคัญของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทางการแพทย์ที่เกิดผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของโครงการหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนว่า AI ทางการแพทย์ของไทยได้ก้าวสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสะท้อนความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างภาคเทคโนโลยีและภาคการแพทย์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มีบทบาทชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในงานด้านรังสีวิทยา ซึ่งสามารถช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์หรือ CT scan เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มความแม่นยำและความสม่ำเสมอในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากระบวนการดูแลผู้ป่วยทั้งระบบ ตั้งแต่การซักประวัติ การตรวจร่างกาย การวินิจฉัย การส่งตรวจ ไปจนถึงการรักษา ยังมีอีกหลายช่วงเวลาที่ AI สามารถเข้าไปสนับสนุนได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในบริบทของการรักษา

ESTIMATA-EX จึงเป็นอีกก้าวของการขยายบทบาท AI จากการช่วยวิเคราะห์ผลตรวจ ไปสู่การสนับสนุนการตัดสินใจระหว่างการผ่าตัดแบบเรียลไทม์ การประเมินการสูญเสียเลือดอย่างแม่นยำในช่วงเวลาสำคัญ ช่วยให้ทีมศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์บริหารจัดการการรักษาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเนคเทค และคณะแพทยศาสตร์ มช. ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีกับความเชี่ยวชาญทางคลินิกอย่างแท้จริง ภายใต้กรอบความร่วมมือของ Medical AI Consortium ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์ หรือ Medical AI Data Sharing Platform เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีธรรมาภิบาล โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.)

Medical AI Consortium จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกรอบความร่วมมือเชิงระบบ ระหว่างหน่วยวิจัยด้านเทคโนโลยี โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานผู้ใช้งาน เพื่อสร้างกลไกที่เอื้อให้ AI ทางการแพทย์ได้รับการพัฒนา ทดสอบ และขยายผลสู่การใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพของประเทศ สำหรับเนคเทค บทบาทไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือการสร้างระบบนิเวศหรืออีโคซิสเต็มที่เชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐาน และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ความเชี่ยวชาญด้านคลินิกและเทคโนโลยีทำงานเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีพื้นที่กลางที่เอื้อให้แพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และหน่วยงานกำกับดูแลทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศไทยให้เติบโตและใช้งานได้จริงอย่างยั่งยืน”

พัฒนชัย/เชียงใหม่

ข่าวที่น่าติดตาม