26/01/2026

ศจร.ตร. เตือน “ขับรถย้อนศร” เสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง โทษหนักถึงขั้นริบรถและจำคุก

IMG_4137

ศจร.ตร. เตือน “ขับรถย้อนศร” เสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง โทษหนักถึงขั้นริบรถและจำคุก

วันนี้ (26 มกราคม 2569) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลอุบัติเหตุในห้วงที่ผ่านมา พบว่าการขับรถย้อนศรเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้ง ซึ่งการขับรถย้อนศรไม่เพียงแต่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความประมาทของผู้ขับขี่ที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อผู้อื่น อย่างเช่นกรณีเหตุการณ์ล่าสุดหลังได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุและศูนย์ควบคุมดูแลจราจรบนทางพิเศษ ตำรวจทางหลวงสามารถเร่งเข้าสกัดรถยนต์ที่ขับย้อนศรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อผู้ใช้ทางรายอื่น โดยขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทางหลวง ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 19.53 น. ภายหลังศูนย์ควบคุมดูแลจราจรบนทางพิเศษตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขับย้อนศรจากจุดพักรถ บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ฝั่งขาออกมุ่งหน้ากาญจนบุรี และได้แจ้งเตือนผ่านศูนย์วิทยุให้ตำรวจทางหลวงในพื้นที่เข้าดำเนินการทันที เจ้าหน้าที่จึงเร่งออกตรวจสอบและแสดงตัวเข้าสกัดรถคันดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จากการตรวจสอบพบว่าผู้ขับขี่เป็นหญิง อายุ 67 ปี ให้การว่าขับรถย้อนศรเพื่อเดินทางกลับโดยไม่ต้องการใช้เส้นทางตามระบบ ทั้งที่สามารถขับต่อไปและใช้ทางออกเพื่อกลับรถได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีในข้อหา “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น” ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

ด้าน พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศจร.ตร. กล่าวว่า การขับรถย้อนศรบนทางหลวงพิเศษถือเป็นพฤติกรรมอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูงและมีปริมาณรถจำนวนมาก การกระทำดังกล่าวเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่อาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมย้ำว่าเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น

ทั้งนี้ ความผิดฐาน “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น” เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในทุกกรณี พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเสนอพนักงานอัยการ พร้อมความเห็นขอให้ศาลพิจารณาริบรถยนต์ที่ใช้กระทำความผิด เพื่อสร้างมาตรการป้องปรามและยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบนท้องถนน

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. ระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของระบบเฝ้าระวังและการสั่งการที่เชื่อมโยงกันระหว่างศูนย์ควบคุมกับตำรวจในพื้นที่ ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายไม่ให้ไปถึงประชาชน พร้อมขอเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนว่า ความสะดวกเพียงชั่วคราวจากการฝ่าฝืนกฎหมาย อาจนำมาซึ่งโทษทางกฎหมายและความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชนเคารพกฎหมายจราจร ใช้เส้นทางอย่างถูกต้อง และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน

ข่าวที่น่าติดตาม