กาฬสินธุ์-พบหมู่บ้านอาถรรพ์ตั้งกฎเหล็กฝ่าฝืนผิดผีทยอยเสียชีวิตปริศนา

พบหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งกฎเหล็กปกครองหมู่บ้าน 9 ประการ หลังเกิดเหตุการณ์คนในหมู่บ้านเสียชีวิตปริศนาติดต่อกันหลายศพ ชาวบ้านเผยสาเหตุจากการละเมิดกฎข้อห้ามที่บรรพบุรุษตั้งไว้ พอถึงยุคสมัยใหม่อาจจะมีบางคนฝ่าฝืน เหมือนเป็นการ “ผิดผี” พอประกอบพิธีล้างอาถรรพ์ สถานการณ์จึงกลับมาเป็นปกติ ยืนยันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้ง พบหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนหลวงกว่า 30 กิโลเมตร และอยู่ท้ายเขื่อนลำปาว ขึ้นป้ายข้อความกฎระเบียบหมู่บ้าน บนแผ่นป้ายเหล็กสีน้ำเงิน ตัวอักษรสีขาวขนาดใหญ่ ปักไว้ข้างปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อให้คนที่จะเดินทางเข้าหมู่บ้านสังเกตได้ชัดเจน ด้วยข้อความว่า “หยุดอ่านกฎระเบียบหมู่บ้าน 1.ห้ามไม่ให้เอาศพคนตายจากที่อื่นเข้าบ้าน, 2.ห้ามฆ่าสัตว์สี่เท้าในเขตแดนของหมู่บ้าน, 3. ห้ามสีข้าวหรือขนข้าวขึ้นยุ้งฉางในวันศีล 8-14-15, 4. ห้ามนำหญ้าคาเข้ามาภายในหมู่บ้านในวันศีล 8-14-15, 5. ห้ามขนฟืนเข้ามาในหมู่บ้านในวันศีล 8-14-15, 6. ห้ามรถขนดิน หิน เข้ามาในหมู่บ้านในวันศีล 8-14-15, 7. ห้ามขนถ่านเข้าบ้านในวันศีล 8-14-15, 8. ห้ามแขวนขาวัวเข้ามาในหมู่บ้าน, 9. ห้ามไม่ให้เผาถ่านในเขตหมู่บ้าน”


ข้อความที่ปรากฏบนแผ่นป้ายดังกล่าว เป็นเหตุให้บุคลภายนอกที่เดินทางมาพบและได้อ่าน เกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นเรื่องที่แปลก โดยทั่วไปไม่มี นอกจากจะเป็นป้ายบอกชื่อหมู่บ้าน หรือป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่พอมาพบเจอป้ายนี้ จึงชวนค้นหาคำตอบ
ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่มาที่ไปของป้ายข้อความนั้น โดยไปพบป้ายดังกล่าวที่ปากทางเข้าบ้านโคกกลางเหนือ หมู่ 5 ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ทั้งนี้ ได้สอบถามนางคำอุ กองแสน อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 5 บ้านโคกกลางเหนือ ทราบว่ากฎระเบียบหมู่บ้าน ตั้งมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ เริ่มแรกคือมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิตติดต่อกันหลายราย จนคิดว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เจ้าอาวาสวัด ผู้นำชุมชนและชาวบ้านจึงได้หารือกัน ไปเสาะหาพระเกจิอาจารย์ที่มีวิชาอาคม มาทำพิธี “สูตรถอด” หรือทำบุญสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างอาถรรพ์ให้กับหมู่บ้าน เป็นการปัดเป่าเสนียดจัญไร จากนั้นร่วมกันตั้งกฎระเบียบหมู่บ้าน 9 ประการ เพื่อให้ “คะลำ” (ภาษาอีสาน) หรือให้งด ให้ละเว้นการกระทำนั้นๆ ตามที่ปรากฏในแผ่นป้าย เหตุการณ์เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติจึงคลี่คลายไป ชาวบ้านก็ทำมาหากินตามปกติเรื่อยมาหลายสิบปี


นางคำอุกล่าวอีกว่า แต่เมื่อช่วงเดือน ม.ค.67 ที่ผ่านมา กลับมีเหตุการณ์คนในหมู่บ้านทยอยเสียชีวิตติดต่อกัน 15 ศพ ชาวบ้านก็ตื่นกลัวกัน เพราะบางคนเจ็บไข้ได้ป่วยไม่รุนแรง ไม่น่าจะเสียชีวิต ก็เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่ทราบสาเหตุ เหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดก่อนตั้งกฎระเบียบหมู่บ้าน บางคนว่าน่าจะเกิดอาถรรพ์ หรือเกิดจากกระทำผิดต่อผีพระภูมิเจ้าที่ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อาจะละเมิด ฝ่าฝืน กระทำผิด ทั้งที่เจตนา และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจ้าอาวาสวัด ผู้นำชุมชน และชาวบ้านก็ได้ร่วมกันปรึกษาหารือ เพื่อแก้ไขสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีมตินิมนต์ “หลวงพ่อ วัดหนองผักแว่น” มาประกอบพิธีกรรมล้างอาถรรพ์ จากนั้นขึ้นป้ายใหม่ เพื่อให้คนในหมู่บ้านหรือคนที่จะเข้ามาในหมู่บ้านได้อ่าน ได้จดจำและปฏิบัติตาม ทุกวันนี้เหตุการณ์ภายในหมู่บ้านจึงกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง


ด้านนางปัทมาภรณ์ ประทุมวัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโคกกลางเหนือ หมู่ 5 กล่าวว่า นอกจากจะตั้งกฎเหล็ก หรือกฎระเบียบหมู่บ้าน 9 ประการแล้ว ในทางปฏิบัติหากพบบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นคนในหมู่บ้านหรือบุคคลภายนอกฝ่าฝืน เช่น ฆ่าสัตว์สี่เท้า สีข้าว ขนฟืน ขนหิน นำหญ้าคาเข้ามาในหมู่บ้าน ก็จะถูกปรับเป็นเงินจำนวน 500 บาท เพื่อนำเงินพัฒนาวัด เป็นต้น ส่วนเหตุผลที่ออกกฎข้อห้ามเพื่อให้คะลำ หรือเป็นข้อห้าม ให้งดให้ละเว้น ก็เป็นไปตามคำแนะนำของหลวงพ่อวัดหนองผักแว่น ผู้นำประกอบพิธีล้างอาถรรพ์ให้กับหมู่บ้าน ซึ่งได้นิมนต์ท่านมาประกอบพิธีล้างอาถรรพ์เมื่อวันที่ 23-24 ม.ค.67 ที่ผ่านมา


นางปัทมาภรณ์กล่าวอีกว่า กฎระเบียบทั้ง 9 ประการ ต่างมีความหมายที่ดีและแอบแฝงด้วยคติธรรม ไม่ต่างกับเป็นกุศโลบายให้ถือศีลกินเจ ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ไม่ทำลายธรรมชาติ ให้หาเวลาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ที่หากปฏิบัติตามก็จะเกิดผลดีต่อตนเองและชุมชน หากละเมิดก็ไม่ต่างกับการผิดผีบรรพบุรุษ ที่เคยพาประพฤติปฏิบัติมา จึงทำให้เกิดเหตุมีชาวบ้านเสียชีวิตติดต่อกันหลายศพ จนเกิดอาการหวาดผวา รีบนิมนต์หลวงพ่อวัดหนองผักแว่นทำพิธีล้างอาถรรพ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าเป็นข้อห้ามที่ไม่งมงาย เป็นการออกกฎระเบียบที่สอดคล้องกับยุคสมัย เพราะสัมผัสได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ชาวบ้านโคกกลางเหนือทุกคนก็มีความเชื่อเช่นนี้ ทุกวันนี้จึงดำเนินชีวิตกันอย่างปกติสุข ดังนั้น ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพราะอาจจะมีอันเป็นไปถึงแก่ชีวิตก็อาจเป็นได้